Ras's Blog

Posts Tagged ‘Green Trip

เกร้ดเล็กๆ น้อยหลังจบทริป
 
กลับบ้านพร้อมกับผู้ร่วมทริปอีก 2 คนที่เพิ่งค้นพบว่าบ้านมาทางเดียวกันได้ จริงๆ มีเฟียตอีกคน แต่หนีไปกับทีมงานเรียบร้อย ข่าวว่าไปหาหมอด้วยแหละ ก็น่าอยู่ เห็นถ่ายรุปขาตัวเอง บวมเป่งเชียว
 
ถึงบ้าน พี่สาวทั้ง 2 ก้ออันเชิญให้เล่าเรื่องประกอบภาพ ระหว่างนั้น พี่แบมก็โทรเข้ามา ถามว่าจะนอนกี่โมง ปกติก็ดึกแหละ แต่คืนนั้นว่าจะนอนเร็วเลยบอกว่าไม่เกินเที่ยงคืน พี่เค้าก็เลยบอกว่าจะให้เรา phone in เราก็โอเค วางหูก็เลยรีบอาบน้ำ แล้วมานั่งเล่นคอมต่อ ห้าทุ่มครึ่งกว่าๆทีมงานก็โทรมา พี่แบมก็ถามว่าจะคุยอะไรดี พร้อมเสนอว่า light n sound ดีมะ เราก็อือออ แต่พอเอาเข้าจริง บ่ได้เป็นอย่างที่คิด พูดอะไรก็ไม่รู้ พี่สาวฟังบอก โหย ไม่หนุกเลย นึกว่าจะมันส์กว่านี้ เล่นเอาเสียเซลฟืไปนิดหน่อย ทำคอมไปเรื่อยๆ อ้าว มีอีกสายคร้าบ บอสนั่นเอง ข่าวว่า โดนปลุกขึ้นมา เล่า เล่า เล่า เออ เพลินดี บอสข้อมุลเยอะ พูดถึงสถานที่หลายที่ ของเราเมาท์ แต่คน กับบรรยากาศการเดินทาง อิอิ อย่างว่า หาสาระไม่ค่อยได้ เพราะไม่ได้จำข้อมุล ก็เลยปล่อยให้พี่แบมอธิบายข้อมุลไป นั่นแหละ การโฟนอินของเรา ไม่รู้ของคนอื่นเป็นไง
 
 
Advertisements
Green Trip No.58 The Legend of Angkor Wa
 
คืนนั้น ทานอาหารที่ร้านอาหารแถวถนนข้าวสาร เมืองเสียมเรียบ แต่บรรยากาศจะย้อนยุคนิดๆ กึ่งยุโรปโบราณ ได้ลิ้มรสอาหารประจำถิ่นได้แก่ ปลาเนื้ออ่อนทอดจากโตเลสาบ แหล่งน้ำจึด ขนาดใหญ่ของกัมพูชา อิ่มท้องแล้วร่วมทำกิจกรรมยามค่ำคืนต่อ เล่นเกมบิงโก แจก pocket money และเกมจับเล็กจับใหญ่ เกมนี้ให้จับหมายเลข ถ้าบอกจับใหญ่ ใครได้หมายเลขที่มากที่สุดได้รางวัลไป อิอิ แต่ทีมงานมีแอบพลาด 999 กับ 666 ไม่ได้ขีดเส้นระบุไว้ แต่ดวงคนจะได้ก็ยังได้ต่อไปแหละ มีผู้โชคดีได้ไป 3 ท่าน 10 20 และ 50 ได้แก่ พี่หนูดี พี่จ๋า และพี่โย มาฟรี แถมยังมีตังค์shop อีกด้วย มากับโชคจริงๆ พี่เรา
 
เริ่มมินิคอนเสิร์ตโดย ดีเจเฟียตกับเพลง ขาดอากาศหายใจ อ้าว เฟียตเป็นเจ้าของเพลงเองหรอ เพิ่งรู้นะเนี่ยะ ชอบเพลงนี้มานาน เพราะมากๆ นายแน่มาก เขียนเอง ร้องเองด้วย จากนั้นเป็นเพลงกันและกัน ณ เมืองเสียงเรียบ โดยดีเจเฟียตกับดีเจพี่แบม ถ้าซ้อม ต้องเพราะมากๆ แน่เลย ต่อด้วยหนุ่มชินกับเพลงปากไม่ตรงกับใจ ฉันจะไปกับเธอ เติมไม่เต็ม โรคประจำตัว และคนใจง่าย ลากออกไปเต้นด้วย แต่เจอเด็ดกว่า โต๊ะข้างๆ จากเกาหลีมังออกมาเต้นด้วยอย่างเมามัน เล่นเอาชินเกือบตาย มันส์ดี 555 ขึ้นโชว์แล้ว แสดงความเป็นศิลปินออกมาดีมาก ต่อด้วยเจ้าแม่เอนเตอร์เทนอย่างพี่แอม กับเพลงเพื่อเธอตลอดไป ครึ่งหนึ่งของชีวิต … ตบท้ายด้วย ทางเดินแห่งรัก เพลงประจำชาติของคนโสด สนุก เพราะจริงๆ คืนนั้นกลับไปยังไปเปิด คลับไฟร์เดย์กันต่อ กลับไปนอนเกือบเที่ยงคืน
 
รุ่งเข้าไปลุย นครวัด มุ่งสู่ ปราสาทบายน ปราสาทที่มียอดเป็นรูปหน้าคนแทนกษัตริย์พระเจ้าชัยรวมันที่ 7 มีปราสาททั้งหมด 54 ยอด ยอดละ 4 หน้า รวม 216 หน้า มีดวงตาทั้งหมด 432 ดวง ตัวเลขแต่ละตัวเลขรวมกันได้เป็นเลข 9 เท่ห์ซะ… ถ่ายภาพกับบายน ยิ้มเยือนแบบบายน จมูกชนกับบายน ท่าหอมแก้มบายน มุมนี้ขายให้ลูกทริปหลายคน ถ่ายรูปกันใหญ่เลย ที่นี่มีมุมให้ถ่ายรูปค่อนข้างเยอะ ถ้าใครคิดมุมเก่งๆ คงหมดเมมมอรี่ อิอิ เดินเข้าทางหนึ่ง ออกทางหนึ่ง ตามระเบียบ อ้อ ที่นี่ต้องเปลี่ยนมานั่งรถเล็กด้วย ไม่รู้ว่าทำไมถึงห้ามรถใหญ่ สงสัยถนนแคบ มีช้าง ม้าให้บริการอยู่ด้านหน้าด้วย ตอนเดินกลับเห็นม้าพยายามลากขึ้นเนินอยู่ น่าสงสารจริงๆ ท่าจะหนักมาก ลากซะตัวเกร็งเลย ที่ทางออกของปราสาทบายน มีลานกว้าง ประดิษฐานพระและมีพระอยู่ด้วย พี่แอมไปรับน้ำมนต์มา บอกว่าท่านอาบน้ำมนต์ให้เลย เพราะรดซะชุ่ม อารมณ์จุ่มน้ำแล้วไม่ต้องสะบัด รับไปเต็มๆ นะโยม ได้บุญเต็มที่ดี (เล่าจากคำบอกเล่า ไม่ได้เดินเข้าไปเองหรอก)
 
ที่นี่ ได้ฝากความเจ็บปวดให้กับดีเจเพียตด้วย ไม่ใช่ เฟียตไม่ได้อกหักจากหนุ่มกัมพูชา (เอ หรือว่าใช่) เรื่องของเรื่องคือเมาท์กันเพลินไง แล้วต้องหลบรถ ก้าวพลาด ขาพลิกเลย ดูคล้ายจะไม่เป็นไร แต่เจ็บเอาการ เล่นเอาเดินเขยกไปตลอด แต่ยังฝืนเดินต่อไป ดีนะที่เป็นวันสุดท้าย เฟียตเลยต้องถัด ถัด ถัดขึ้นลงบันไดไปเรื่อยๆ น่าฉงฉาน ที่สุวรรณภูมเฟียตได้นั่งเก้าอี้รถเข็นด้วย แต่เจ้าตัวนึกว่าจะได้รถที่ขับแบบรถกอล์ฟ ยังไงก็ตามเจ้าหน้าที่ที่เข็น เข็นเร็วมาก เล่นเอาคนรอเป็นเพื่อนวิ่งตามกันไม่ทันเลย 
 
กลับไปกินข้าวที่โรงเรม มื้อนี้อร่อยดีแฮะ เก็บข้าวเก็บของ แล้วก็ตรงไปชอปปิ้งที่ตลาดซาจ๊ะ บรรยากาศประมาณจตุจักรแต่ของไม่ค่อยหลากหลายเท่าไหร่ ได้ของที่ร้านแรกนั่นแหละ แต่ก็ไปวนวนข้างในด้วย สุดท้ายกลับมาร้านเดิม ถูกสุดแล้ว ตรงไปสนามบิน อ้าว อ้าว อ้าว เครื่องดีเลย์อีกแล้วครับท่าน รอไปสิ ยังดีมีวณิพกโชว์โดย เพียตเป่าขลุ่ย ชินสีซอ พี่แอมเรียกลูกค้า กิจกรรมขำๆ พี่แอมแอบทำงานหนักเหมือนกันนะเนี่ยะ ว่าแล้วก็เดินเข้าไปข้างใน มี duty free อยู่บ้าง วนวนแล้วก็มานั่งหาที่เขียนไดอารี่ เขียนไปได้สัก 2 3 บรรทัด พี่แบมก็มานั่งข้างๆ เก็บครับผม เก็บไดอารี่ เมาท์กับแบมเพลินเลย จนเพื่อนๆ พี่ๆมาเรียกแกมบังคับรอบสองถึงเดินไปนั่งด้วย ส่วนใหญ่ก็ถามเรื่องอาชีพดีเจนะแหละ และก้พูดถึงดีเจพี่แหม่มนิดหน่อยเอง อิอิ
 
ได้เวลาโบกมือลา กัมพูชาแล้ว โซ้มเรีย (ขอลา)
 
ความประทับใจกับเพื่อร่วมทริป กับบรรยากาศการเที่ยวแบบกรีนเวฟ ที่ถึงคุณมีเงินก็ซื้อไม่ได้ (นอกจากคุณเป็นสปอนเซอร์ 555)
มาต่อกับ กรีนทริปหมายเลย 58 The Legend of Angkor Wat 11-13 Jan 08
 
ตื่นมาแต่เช้า ก็โดนกดดันจากคู่คุณแม่ให้ลงไปทานข้าวได้แล้ว รีบแทบแย่ หันมาดูเวลา อะ ก็ไม่สายสักหน่อย ก่อนเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง จากนั้นมาสังเกต เราจะไปถึงแรกๆ ออกจากที่นั่งทีหลังอยู่เป็นประจำเลย หมายความว่าไงละเนี่ยะ
 
ไปลุย ปราสาทบันทายสรีกันก่อนเลย เป็นปราสาทเล็กๆ ที่มีความสวยงาม ละเอียด และมีความชัดเจนอยู่มาก แต่นางอัปสราหน้าหายไปหลายหน้าเหมือนกัน โดนทำลายช่วงกษัตริย์เปลี่ยนความเชื่อ รวมทั้งสงครามด้วย น่าเสียดาย ยังดีที่ยังมีเหลืออยู่ในสภาพนี้ ฟังจากไกด์มะลิ กัมพูชาเป็นประเทศที่ต้องรับความช่วยเหลือจากต่างชาติและถูกหาผลประโยชน์ในรูปแบบของความช่วยเหลือทางการเงิน สาธารณูปโภค แต่ก็โดนครอบคลุมทางเศรษฐกิจอยู่เยอะ ทั้งจากญี่ปุ่นและเกาหลี จริงๆ ไทยก็เป็นกะเค้าด้วยนะแหละ รวมทั้งต่างชาติก็ด้วย รู้ทั้งรู้ แต่ก็ยอม ไม่เหมือนพม่า แข็งได้ใจจริงๆ ในระยะยาวสบายหละ ถึงจะโดนกดดันทางการเมืองเยอะก็ตาม โอ้ มาเรื่องการเมืองได้ไงเนี่ยะ
 
ที่นี่ เราได้เจอกับช่างภาพประจำกลุ่ม ตามไปทุกที่ มืออาชีพ มืออาชีพ 1 ใบ เราก็เดินหนี แต่สาวน้อย (บอส) บอกว่าสวยดีเหมือนกัน (เคยมาแล้ว ให้ถ่ายก็ใช้ได้ ให้ฟิล์มด้วย ภาพละ 20 บาท) ว่าแล้ว บอสก็เป็นลูกค้าซะเลย แต่ลูกค้าตัวจริง คือคุณนายทั้งสอง หรือ คุณหนูของมืออาชีพ หมดกันไปหลายร้อยบาทเจ้าค่ะ ว่าแต่เขา สุดท้ายตัวเองก็หมดหลายร้อยเหมือนกัน ลุยต่อที่ปราสาทตาพรหม ปราสาทแห่งรากไม้ ซึ่งอย่าไปคาดหวังถึงภาพสลักใดๆ เพราะเลือนไปหมดแล้ว ด้วยรากไม้นั่นเอง แต่ก็ทำให้สวย แปลก น่าประทับใจไปอีกแบบ มีอยู่ใน Tomb Rider ด้วย แต่เลียนแบบฉากไม่ได้ เพราะเค้าห้ามปีนขึ้นไปเลยได้แต่เต๊ะอยู่ข้างล่าง มีมุมสวยๆ หลายมุม บอสว่า คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ดีจัง ตามข้อมุลเฉลี่ยวันละ 5000 คน แต่พื้นที่กว้างก็พอแบ่งๆ กันไปได้แหละ ถ้ามีเวลาสักหน่อยก็น่าจะถ่ายรูปแบบไร้คน(อื่น)ได้ เดินกันจนเกือบบ่ายสอง หิวแล้ว แต่ขึ้นรถก็เล่นเกมซ่อนตาดำกันได้ เพราะเพลียแดดซะงั้น มางานนี้ครีมกันแดดไม่ต้องถามหา ดำเนียนธรรมชาติ อีก 3 ปีจะขาวรึเปล่าก้ไม่รู้ อิจฉาคนขาว ไม่มีวันดำจังเลยค่ะ คุณลุง กะหนูบอส
 
ว่ากันว่า กับพูชาหน้าร้อน ร้อนถึง 45 องศา เดินไปก็ระเหยไปเลยละกันเนอะ ถึงร้านเจ้าพระยา ชื่อดี อาหารอร่อย ขนมใช้ได้ (จริงรึเปล่าไม่รุ้ รุ้แต่หิว) กินๆๆๆ ไม่พูดไม่จาเลย ตกบ่ายไปลุยนครวัด มะลิบอกว่า มะลิเล่าให้ฟัง ฟังเฉยๆ ไม่ต้องจำ เดี๋ยวไปเที่ยวปราสาทเยอะ จะประสาท ค่อยๆ ฟังทีละปราสาท จะได้ไม่ประสาท (งงมะ) อิอิ
 
นครวัดตอนกลางวัน ต่างจากตอนกลางคืนโดยสิ้นเชิง ความเย็นชื้น บรรยากาศสุขุม ยะเยือกหายไป ความยิ่งใหญ่ ร้อนแรงมาแทนที่ ดีที่เข้ามาตอนบ่าย 3 แดดยังพออ่อนแรง แค่พอได้ผิวสีแทนประหนึ่งไปอาบแดดเท่านั้น เดินยาว……….ไปจุดถ่ายรูปสุดฮิต ถ่ายนครวัดสะท้อนกับเงาน้ำ เป็นภาพโจทย์รอบสองด้วย เห็นแล้ว ยิ่งจำขึ้นใจ เดินๆ ไป พลัดกับมะลิช่วงแรกๆ เลยไม่ได้ฟังข้อมุลเท่าไหร่ ก้อาศัยไกด์บอสนั่นเอง น่าเสียดายที่ชั้น 3 ปิดซ่อม ทำให้ไม่สามารถไปหานางอัปสราลิ้นสองแฉกได้ แต่ยังได้เห็นนางอัปสรายิ้มยิงฟัน คล้ายจะดัดฟันด้วย ได้รับความอนุเคราะห์จากบอส ก็เลยวิ่งๆ ตุ๊บๆๆกันมาสองคน ขึ้นบันไดไม่ได้ ก็ปีนเอา ไหนๆก็มาถึงที่แล้วนะพี่กบ บอสว่างั้น เราก็ว่าตาม ปีนครับ ถ่ายเสร็จ มีคนขอให้ถ่ายรูปให้อีกด้วย บอส ผุ้ใจดีก็ถ่ายให้ 
 
รอบๆ ตัวนครวัดชั้น 2 ก็มีภาพจำลองเกษียรสมุทร ภาพกองทัพพระสุริยวรมันที่ 2 (มีทหารไม่เป็นระเบียบอยู่หนึ่งกอง อ้างว่าเป้นคนไทละ ไม่รู้เท็จจริงแค่ไหน แต่ก็ได้ยินมาตลอด) เดินจนมาทะลุด้านตะวันออกที่ดูแสงสีเสียง เห็นเวทีแล้ว ก็ไม่พลาดที่จะถ่ายกับระเบียงเสา ทำตัวเป็นนางอัปสราในการแสดงซะงั้น ได้เวลาคุณลุงก็ต้องเด็กๆ ออกมา เจอเด็กฝรั่งหน้าตาน่ารักเลยยกกล้องขึ้นมาถ่าย แต่วิ่งหนีซะงั้น วิ่งหนีจริงๆ วิ่งไปเกาะขาแม่แล้วก็ยังมองมาแบบ กลัว กลัวแล้ว อย่าทำผมเลยนะครับ อารมณ์นั้นได้เลย แม่เค้ายังมองตามมาเลย แอบจ๋อย เด็กวิ่งหนีอะ แล้วก็มาเจอเด็กนั่งอุ้มทารก เจอทารกสมองบวม อืม ปล่อยให้เข้ามานั่ง ก้เป็นหนทางหากินทางหนึ่งจริงๆ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเห็นขอทานนะ เด็กๆ มักจะมีของมาขาย ขลุ่ยบ้าง โปสการืดบ้างตามเรื่อง หน่มชินกับหน่มเฟียตซื้อขลุ่ยมาคนละอัน แต่ใจเร็วไปหน่อย เพราะสักพักลดราคาซะงั้น 555
 
แล้วก้เดินเพลียๆ ขึ้นรถกลับโรงแรม ไปอาบน้ำอาบท่าเตรียมตัวทานข้าวและสนุกกับคืนสุดท้ายของทริปในคืนคอนเสิร์ตต่อ
Green Trip No. 58 my first time to Combodia
 
ประสบการณ์ครั้งแรกกับการไปเที่ยว ของดี ฟรี มีในโลก  ที่กรีนเวฟ (ให้เครดิตพี่จ๋าค่ะ)
 
กว่า 40 ชีวิตเดินทางไปในครั้งนี้ ผู้ฟัง 6 คน ทีมงานอีกเกือบสิบ สปอนเซอร์เกินครึ่ง เดินทางกันแบบ วีไอพีจริงๆ
 
มีไหมละ เดินทางต่างประเทศแล้วไม่ต้องไปต่อแถวผ่าน Immigration นะ มี เดินผ่านฉลุย แบบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผ่านมาแล้ว เอกสารเช็คกระเป๋าก็ไม่มีคนเก็บ ถ้าคุณอยากวางไว้ก็วาง ถ้าไม่อยากก็ไม่เป็นไร ไม่มีคนตรวจนิ แต่เราก็ตัดสินใจวางไว้ดีกว่า เพราะเห็นกองอยู่ตรงโต๊ะเยอะอยู่เหมือนกัน นี่สนามบินเสียมเลียบ กัมพูชา เมืองที่เจริญที่สุด
 
แต่วีไอพียังไงก็ควบคุมเวลาการบินไม่ได้ เครื่องบินดีเลย์ไปอีกเกือบชั่วโมง นัดเจอ 9 โมงเช้า ตามเวลาเครื่องต้องออก 11.35 น. ออกจริง เที่ยงกว่าเกือบครึ่ง ลงมารอกระเป๋าเป็นชั่วโมง ใช้เวลาบินบนท้องฟ้า 35 นาทีจ้า
 
ที่นี่มีประชาชนกว่า 14 ล้านคนเป็นเด็กเล็กๆ เกินครึ่ง ปัญหาเรื่องเด็กกำพร้าเยอะมาก แต่ด้วยประชากรยังน้อย จึงยังไม่มีการคุมกำเนิด ก็มีไป เลี้ยงได้ก็เลี้ยง เออ นะ ข้อมูลจากไกด์มะลิ ชาวกัมพูชาที่พูดไทยด้วยสำเนียงน่ารักมาก มีหางเสียงอยุ่ตลอดเวลา ขาดจังหวะการพูดไปนิดนึง ฟังไปฟังมา ชักเพลิน หลับกันถ้วนหน้าเลย อิอิ (ขนาดที่เที่ยวอยู่ใกล้กัน แต่สามารถหลับกันได้ทุกนาที จริงไหมครับ คุณพี่…)
 
ตรงไปกินข้าวกลางวัน แบบบุฟเฟ่ห์เป็นมื้อแรกของวัน เพียงเริ่มแรกก็มีวีรกรรมเด็ดเกิดขึ้นแล้ว เรียกว่า ชินเป้าขาด ตามมาด้วยชิโนะซุเกะหรือชินจัง เพราะดูไปดูมาชักเหมือน ท่าจะเขิน แต่ก็ชิวๆ สบายๆ ใช่มั๊ยจ๊ะน้องชิน สงสัยชุดจะสีแสบสันไปหน่อย และลีลาท่าทางเด็ดไปนิด เลยอยากให้ออกท่าน้อยหน่อย แต่ที่ไหนได้ ผมสามารถคร้าบ ชินบอก (บ่ยั่น บ่ยั่น)
 
ก่อนจะพุ่งไปขึ้นบอลลูนแนวดิ่ง ขึ้น-ลงอย่างเดียว แต่เอาเข้าจริง มีแอบควงแบบวงเวียนด้วย เพราะลมแรง เด้กๆ โข่งทั้งหลายก็เดินกันสนุกสนานจนเจ้าหน้าที่ต้องโบกมือห้าม สารภาพว่า กว่าจะได้ดูวิวก็เกือบลงแล้ว มัวแต่เล่น และก็ถ่ายรูปกันเอง เห็นโตเลสาป พนมกุเลน และนครวัดด้วย ที่นี่ถ่ายรูปแล้วเป็นนักโทษกันเป็นแถว
 
บอลลูนขนาดไม่ใหญ่มีเชือกรอกขนาดใหญ่คอยรั้งไว้ ตัวฐานเป็นเหมือนเครื่องเล่นจานหมุนที่ดรีมเวิล์ด เพียงแต่ตรงกลางโดนเจาะรู เดินได้สบายไม่ต้องกลัวความสูง แต่แอบเห็นคนกลัวนะ ยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่เดินไปไหนเลย ใจจริงอยากปีนขึ้นไปเหยียบที่ขอบแล้วถ่ายรูป แต่กลัวคนจะแตกตื่น เลยต้องสงบเสงี่ยมเล็กน้อย ขึ้นไปแค่ครึ่งเดียวเอง เรียบร้อยแล้วนะ
 
ตกเย็นก็กลับเข้าโรงแรม เตรียมทาน B.B.Q มื้อเย้น มีกุ้งเพียบเลย ก็อร่อยดี แต่คนย่างฝีมือไม่ค่อยคงที่เลยอะ เสียดายจัง
 
อิ่มท้องแล้ว เดินทางไปชมแสง สี เสียง The Legend of Angkor Wat:when history comes to life เนื้อเรื่องตรงตัว ให้นางอัปสราเป็นคนพาคนในยุคค้นพบนครวัดกลับไปสัมผัสกับยุคโบราณ มีฉากจำลองความเชื่อทางศาสนา ความรุ่งเรืองของกษัตริย์ กำเนิดของนางอัปสรา สวยงามอลังการ ใช้แสง สี และความยิ่งใหญ่ของนครวัดทิศตะวันออกเป็นฉากประกอบ นางรำอยุ่ ณ ที่จริงด้วย ยิ่งทำให้ดูยิ่งใหญ่ สำคัญสุด เราได้นั่งที่นั่งแพงสุดแถวแรก ถึงแม้จะเป็น D02 ก้เถอะ ไม่งั้นคงได้นั่งแถว A เป็นแน่ ถ้าไม่มีวีไอพีกว่า เป็นเจ้าหญิงจากประเทศโปแลน จบการแสดง อนุญาตให้ขึ้นไปถ่ายรูปกับนักแสดงได้ ทีมงานให้ถ่ายรูปหมูด้วย หมูจริงๆ นะ ชาวกัมพูชาพูดออกมาเป็นอย่างนั้นนิ ถ่ายไปได้ไม่กี่ shot เจอวีไอพีกว่า วิ่งเข้ามาถ่ายด้วย กลุ่มเลยต้องแตกกระจาย เพราะสู้พลังของกลุ่มสาวใหญ่คาดว่าเป็นเกาหลีนะไม่ได้ (จริงๆ แค่2-3 คน เอง แต่เราก็ต้องยอมเค้า) เชื่อว่าชื่นชอบการถ่ายรูปจริงๆ
 
ตกดึกไปนั่งทานข้าวต้มรอบดึกบนถนนข้าวสาร เสียมเรียบ ถนนสั้นๆ มีพอเป็นสีสันให้คนชอบเที่ยวกลางคืน แอบมีนางอัปสราโชว์ตามร้านด้วย แต่ดนตรีข้างใน ตึ๊ง ตึง ตึง ตึงๆๆๆๆ น่าดู สงสัยจะเป็น อัปสรา แดนซ์ซะมากกว่า
กลับไปก็นอนดีกว่า แยกกันเป็นคู่ เรียงตามอายุแน่ๆ แต่คิดอีกทีก็แบ่งคามบุคคลิกได้เหมือนกัน คู่สาววัยใส คู่คุณแม่ คู่คุณนาย (อบต.) ตอนเดินเที่ยวก็ไปกันเป็นกลุ่ม มักจะหลดจากไกด์เสมอ จะมีอีกสองสาวได้แก่ พี่อึ๊งหรือคุณลุงของพี่แบม และพี่แบมสาวสวย หลงด้วยกันแหละน่า ขออนุญาตเรียกคุณลุงนะคะ เวลาพิมพ์แล้วมันดี อิอิ คุณลุงคอยดูแลกลุ่มทะโมนทั้งหลายให้อยู่ในระเบียบและมีความปลอดภัย พร้อมทั้งช่วยบริหารสมองให้ตื่นตัวอยุ่เสมอ เพราะไม่แน่ใจว่าคุณลุงจะยิงมุขมาถึงตัวเมื่อไหร่ ยิงนิ่มๆ พอกับคุณพี่โย คุณนายอบต. เลย ขานั้นมานิ่ม แต่ขาดทุกเม็ด ข้าพเจ้าขอยอมแพ้ ขอความสงบสขจงมีแก่ข้าพเจ้า


Categories