Ras's Blog

Posts Tagged ‘เที่ยวเอง

ตอนนี้เป็นตอนที่ 3 ของครั้งหนึ่งกับฝรั่งเศส 8-24 ก.ค. 2559/2016 เราผ่านวังฝั่งซ้าย ผ่ากลางประเทศ ผ่านเมืองเล็กเมืองน้อยริมน้ำกันมาแล้ว เรามุ่งสู่ฝั่งขวาของฝรั่งเศสกับเมืองชายขอบติดเยอรมัน ก่อนจบที่เมืองหลวง ปารีสค่ะ

วันที่สิบ 18 ก.ค. 59 Colmar – Eguishiem – Riquewihr -Strasbourg

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

วันนี้เรามาท่องเที่ยวเมืองเล็กๆ น่ารักๆ ผสมเยอรมันกันจ้า มาแถบนี้อาหารค่อนไปทางเยอรมันละ ขาหมูต้องมา อร่อยด้วย เราเดินมุ่งไปยัง Tourist Office กันก่อนเลย จริงๆ ทุกเมืองเราก็ทำกันอย่างนี้ ได้แผนที่ ได้คำแนะนำที่เที่ยว ที่กิน มีพิพิธภัณฑ์อยู่ตรงข้ามเลยนะ

page-colmar

เราตั้งใจจะไปนั่งเรือชมเมืองกันจ้า ก็เลยเดินไปยังท่าเรือ ผ่านจุดชมเมืองต่างๆ ถ่ายรูปไปเรื่อย กว่าจะถึงท่าเรือ ใช้เวลาร่วม 2 ชั่วโมง เดินจริง 15 นาทีก็ถึง ไปถึงก็ต้องไปจองเวลาก่อน ได้ตอน 11.55 น. ก็เลยออกไปเดินเล่นใกล้ๆ กินติม ดูของไปเรื่อย

page-colmar1

นั่งเรือ ก็สบายๆ แต่ถามว่า a must ไหม เราเฉยๆ นะ มีพาไปชมแถบที่อยู่อาศัยแวบนึง ก่อนกลับเข้ามาในเมืองชมตึกต่างๆ อย่างใกล้ชิด มีเด็กๆ นั่งอยู่หัวเรือ เป็นแบบถ่ายรูปไปเลย เพราะน้องนั่งขวางอยู่นี่คะ ทานอาหารกลางวันเป็นอาหารสไตล์เยอรมัน อร่อยจ้า ได้ลิ้มรสชาติที่แตกต่างบ้าง

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
lunch-in-colmar
equ-%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%9a_9339

บ่ายสองกว่า ก็ออกเดินทางไปยังเมือง Eguishiem แอบมีเรื่องตื่นเต้นคือ รถโดนรื้อของเพราะคนขับเปิดหน้าต่างแง้มไว้แล้วแวบไปซื้อน้ำ มีเงินหายไปเป็นแบงค์พันเมืองไทย ส่วนข้าวของอยู่ครบ คือ ไม่มีอะไรให้เอาไปหรอกค่ะ ของที่ซื้อก็มีแต่แก้วชาม มีกล้องหนึ่งตัวแต่ไม่เห็น นับเป็นโชคของพี่เค้าไป หลังจากสูญหมวกและเจ็บตัวแล้วเหมือนจะได้แก้เคล็ดไปแล้ว 5555

เมืองนี้เล็กมากกกก เดินสักชั่วโมงนิดๆ ก็จบแล้ว เดินง่าย ผู้ใหญ่คงชอบ ถ่ายรูปเพลินเลย

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

สังเกตรังนกเหนือโบสถ์ด้วยจ้า นกกระสาตัวใหญ่ๆ แบบที่ฝรั่งเค้าเชื่อว่า พาทารกมาให้นั่นแหละ เต็มเลย แถบนี้สัญลักษณ์นึงก็คือ นกตัวนี้นี่แหละ เยอรมันดีมะ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

แวบไปเมืองข้างๆ ชม Three Castle มองจากด้านล่างจะเห็นยอดอยู่ 3 ยอด เป็นเทรลให้เดินป่า ใครชอบเดินคงชอบ มีหลายเส้น เราเกือบหลงไปเดินเส้นยาวแล้ว แต่คนเดินอยู่เค้าเห็นชุดเรากันแล้วก็เดาได้ว่า พวกนี้ไม่ได้มาเดินหรอก จงกลับไปอีกทางซะ เป็นแนวซากปราสาทเก่า หนึ่งในปราสาทที่มองเห็นจากด้านล่าง ก็เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศจากเมืองๆ ได้นะ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ไปลุยต่อที่เมือง Riquewihr เมืองนี้ก็มีความคล้ายกับเมืองเล็กๆ อื่นๆ ในแถบนี้ เพราะฉะนั้น เลือกแวะไม่เกิน 3 ที่ พอแล้วค่ะ แล้วละเลียดไปในแต่ละเมือง ที่นี่จะเป็นทางเนิน แม่หยุดรออยู่ตั้งแต่ร้านแรกๆ เลย ที่เหลือก็กระจัดกระจาย เราเดินลุยไปจนสุดประตูอีกฝั่งหนึ่ง จริงๆเดินอ้อมซ้าย อ้อมขวาก็ยังได้นะ แอบส่องไปรอบนอกกำแพงก็เป็นสวนองุ่นเต็มไปหมดเลย

page-riq1
page-riq
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ที่ชิมไวน์เพียบจ้า ใครอยากชิมไวน์ก็แวะได้ตามร้านในเมืองนี้แหละ มีให้เลือกเยอะมากกกกกกกก

สมควรแก่เวลา หกโมงกว่าๆ เราก็ออกเดินทางไปยังเมือง Strasbourg ที่นอนของเราคืนนี้ ใช้เวลาเดินทางชั่วโมงนึงได้ เป็นครั้งแรกที่เราถึงที่พักขณะที่ยังมีแสงอยู่โดยไม่ได้มีไฟลท์บังคับว่าแต่มาทานข้าวเย็น เก็บข้าวเก็บของออกไปเดินเล่น หาร้านทานอาหารเย็นกัน วันนี้ยังคงเป็นอาหารสไตล์เยอรมันตามคำบอกเล่าของคนไทยที่นั่งกินอยู่ข้างหน้าร้าน แต่อย่าคิดว่าวันนี้เราจะได้กลับเร็วนะ ทานเสร็จร่วมสี่ทุ่ม เดินกลับผ่านโบสถ์นอสเตอดามแห่ง Strasbourg เค้ากำลังมีแสงสีด้วย เห็นด้านนึงเป็นสีน้ำเงิน อีกข้างแวบๆ เป็นสีแดงเลยเดินไปดู คนนั่งๆ นอนๆ รออยู่เต็มลาน ได้ความว่า ตอน 10.30 น. จะมี Light & Sound รอบแรกให้ชมกัน ก็นั่งรอชมสิคะ

page-sta-light

งานแสง สี เสียง ธีมกาลเวลา บอกเล่าเรื่องราวของโบสถ์ผ่านความเชื่อทางและความเป็นไปของโลก ตั้งแต่ยุคธรรมชาติ ถึงยุคเทคโนโลยี สวยงามมาก คุ้มค่า เพลิดเพลินกันจริงๆ มีการแสดงวันละ 3 รอบนะ มาดูโดยบังเอิญจริงๆ จ้า

คืนนี้นอนที่ Strasbourg ที่พักอยู่ใกล้ลานกลางเมือง และ โบสถ์มาก

strasbourg

Taken by Dowrai

 

Hôtel des Arts

http://www.booking.com/app_link/hot…

วันที่สิบเอ็ด 19 ก.ค. 59 Strasbourg – Champagne – Paris

ตื่นเช้ามาชมเมืองยามไร้ผู้คนพร้อมหามื้อเช้าทาน ก่อนจะกลับไปเช็คเอาท์ ให้คนขับมารับกระเป๋าไปก่อนแล้วเราก็เดินเที่ยวกัน จุดหมายแรกคือ เข้าไปชมโบสถ์จ้า ข้างในสวยงาม และค่อนข้างสงบมาก มีนาฬิกาที่โชว์กลไกอยู่ด้านล่างด้วย ทุกๆ ชั่วโมงจะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย และ 12.31 จะเป็นแบบเต็มสตีม มีให้จองเวลาในการเข้าชมด้วย ไปสอบถามเอานะ อันนี้เราพลาด ไม่ได้ไปถามข้อมูลไว้ก่อน เค้าจะปิด 11.25 -12.35 น. ต้องจองเท่านั้น คาดว่าน่าจะมีค่าเข้าชม

page-stras

เดินริมน้ำเลียบทางแม่น้ำไปเรื่อยๆ ก็ชิวดี ถ้าได้ปั่นจักรยานจะยิ่งดีมาก แต่ต้องแบกจักรยานขึ้นลงบันไดหน่อย เดินไปยังช่วงเมืองเก่า ก็คล้ายๆ Colmar แต่มีขนาดใหญ่กว่า มีสะพานข้ามแม่น้ำแบบหมุนได้ให้เรือผ่าน ตัดกับความวุ่นวายของตัวเมือง ร้านค้าช็อปปิ้งต่างๆ เป็นส่วนผสมที่ลงตัวดี

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

มื้อกลางวันที่เมืองนี้ เป็น Pasta ง่ายๆ พร้อมสลัดผัก และ ไอติมระหว่างทาง

ออกเดินทางจากเมืองนี้ บ่ายโมงได้ แวะเมือง Champagne เป็นเมืองผลิตแชมเปญและได้จดลิขสิทธิชื่อนี้ไว้ด้วย เราแวะชมการผลิตที่ Madam Pompery ถึงเวลา 16.30 น. มีรอบชม 17.00 น. มีหลายราคา ตัวแปรคือจำนวนแก้วไวน์ในการชิม เราซื้อแบบ 20 เหรียญ ชิมแก้วเดียวพอ การได้ลงใต้ดินร่วม 30 เมตร เข้าไปชมกิจการใต้ดินนั้นนับเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เจ้าหน้าที่ตั้งใจอธิบายมาก ออกจะเคร่งครัดจนเหมือนจะดุไปสักนิด ช่วงหลังๆ ถึงจะผ่อนคลาย เข้าใจว่า ไม่อยากให้หลุดกันไป และก็รักษาเวลาด้วย จำนวนขวดไวน์นับหมื่นๆ วางเรียงเป็นอุโมงค์แบ่งตามชื่อเมืองที่จะส่งไป จำนวนลัง จำนวนถัง และอีกสารพัดให้ภาพของการผลิตได้เป็นอย่างดี อากาศข้างใต้เย็นมากเหมือนอยู่ในห้องเย็นเลย ไม่มีใครเตรียมเสื้อมาเลย ส่วนแม่เพิ่งจะถอดก่อนลงจากรถด้วยซ้ำเพราะคิดว่าน่าจะอยู่กลางแจ้ง

page-cham

ชมส่วนใต้ดินจบ ก็ขึ้นมานั่งจิบแชมเปญ ชนแก้วฉลองวันเกิดให้ตัวเอง งานนี้ชนกันหลายครั้ง ยังไม่มีเค้กเลย 555 วันนี้ส่วนสวนปิดจ้า เลยไม่ได้เข้าไปเยี่ยมชม พุ่งตรงเข้าปารีสกันเถอะ ใช้เวลาอีก 1 ชั่วโมงครึ่ง เข้าไปที่พัก เจ้าของรอรับอยู่ งานนี้พลาดจ้า มี 2 ห้องอาบน้ำ แต่มีห้องสุขาเดียว อยู่ที่นี่อีก 4 คืนด้วย ก็ต้องจัดลำดับกันไป

มื้อเย็น พี่วัฒนา คนขับ พาไปกินเฝอ เวียดนาม เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ชามใหญ่มาก แหนมเนืองก็ไม่มีแป้งให้ห่ออะ งง กินที่เวียดนามยังมีเลย เค้าใช้ผักห่อเลย เป็นอันจบทริปที่มีรถส่วนตัวแสนสบายคอยรับ-ส่ง วันที่เหลือ เราจะต้องเดินทางกันเองล้วนๆ แล้วจ้า เจอกันอีกทีวันขึ้นเครื่องเลย

ที่พักในปารีส Big bright apartment – Paris 5 อพาร์ตเมนต์ 4 คืน 3 ห้องนอน 1 ห้องสุขา 2 ห้องอาบน้ำ มีลิพท์ 50,614.38 บาท

https://airbnb.com/rooms/6792813?s=…

วันที่สิบสอง 20 ก.ค. 59 Notre Dame De Paris – St. Chapelle – Garnier Opera House – Lourve Museum

การท่องเที่ยวในปารีส เราต้องทำการบ้านมาแล้วว่า จะใช้บัตรโดยสารประเภทใด เราเลือกใช้ Navigo Decouverte แบบ 1 สัปดาห์ ราคา 21.25 ยูโร ใช้ได้ตั้งแต่วันจันทร์ – วันอาทิตย์ ไปได้ถึงโซน 5 เลย คือ เหล่าวังทั้งหลายไปได้หมด ต้องมีรูปถ่ายแปะที่บัตรด้วยนะ ไม่ได้เตรียมรูปไปก็เสียค่าถ่ายรูปไปคนละ 5 ยูโร รูปเล็กนิดนึง เตรียมไปเองก็ไม่ผิดกติกาจ้า อีกเรื่องคือ บัตรเข้าสถานที่ท่องเที่ยว เราเลือกใช้ Museum Pass 4 วัน 62 ยูโร เฉพาะค่าเข้าสถานที่ท่องเที่ยว รวมพระราชวังแวซายน์ และ พระราชวังฟองแทนต์แล้ว

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
paris-d1-%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b9%8c1

ที่แรกของวันนี้ คือ Notre Dame De Paris เดินทางด้วยรถไฟใต้ดินจากที่พัก มาต่อรถไฟขึ้นมาก็เจอ เราใช้บริการ Application Next Stop Paris ของ RATP ร่วมกับตัวเว็บไซต์ในการหาเส้นทางและรถโดยสาร ค่อนข้างครอบคลุมเลย คนเยอะตั้งแต่เช้า เดินเข้าไปชมด้านใน สวยงาม งานละเอียด นั่งมองกระจกสีกันได้ทั้งวัน ตอนแรกว่าจะต่อคิวขึ้นไปดูรางน้ำรูปตัวประหลาดด้านบนด้วย แต่ดูคิวยาว เลยเปลี่ยนใจไปซื้อไอติมเจ้าอร่อยที่พี่สาวอยากกินแทน เห็นของกินดีกว่า และก็อร่อยจริงๆ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
paris-d1-%e0%b9%82%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b9%8c2
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

จากนั้น ตรงไปโบสถ์ St. Chapelle ที่อยู่ไม่ไกลกันมาก ที่นี่ สวยมาก งานละเอียดจริงๆ ขอให้ได้มาชม ด้านล่างว่าสวยแล้ว แต่พอเดินบันไดวนขึ้นไปชั้นสอง ได้มีตกตะลึงกันแน่ๆ เป็นโบสถ์เล็กๆ ที่คุ้มค่าต่อการมาเยือนจริงๆ

paris-d1-chapelle
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ชมโบสถ์กันมาเยอะแล้ว ไปชมโรงละครกันบ้าง Garnier Opera House สถานที่แสดงโอเปร่าต้นแบบของเรื่อง The Phantom of the Opera คราวนี้นั่งรถบัสไปนะ เราแยกไปซื้อตั๋วกับจองรอบทัวร์รอบ 14.30 น. อีกกลุ่มไปร้านอาหารบริเวณใกล้เคียงที่มีชื่อเรื่อง Hot Chocolate แต่ไม่ได้ดื่มกันเลย ร้าน Cafe de la Paix อาหารก็ใช้ได้นะ แต่ราคาค่อนข้างสูง สถานที่ดูดีมาก เหมาะแก่การแต่งชุดไปดูโอเปร่ามาทานอาหารจริงๆ ในร้านมี 2 โซน คือ คาเฟ่ กับร้านอาหาร ราคาย่อมเยาว์หน่อยก็ขอให้ระบุโซนคาเฟ่จ้า

13726819_10153764936397444_6948285234938357994_n

Taken by Dowrai

paris-d1-garnier1

ไกด์ทัวร์ แจกหูฟังให้แต่ละคน โดยขอพาสปอร์ตเอาไว้เป็นประกันเช่นเคย บรรยายได้ละเอียด พยายามดึงหนังเข้ามาข้องเกี่ยว สร้างความลึกลับให้กับโรงละคร โดยเฉพาะตอนที่เล่าถึง Box 5 ที่นั่งที่ต้องจองให้ไว้กับ Phantom และยังพูดถึงฉากใต้โรงละครที่มีน้ำด้วย ซึ่งก็มีจริง แต่เนื่องมาจากปัญหาโครงสร้างทำให้วิศวะเข้ามาหาวิธีแก้ไขด้วยการปล่อยน้ำเข้าข้างใต้เพื่อรักษาระดับไว้ พาไปชมส่วนต่างๆของโรงละคร รวมทั้งอธิบายชุดที่อยู่ในตู้โชว์ด้วย มีส่วนนิทรรศการแสดงรูปแบบฉากต่างๆ ที่ใช้ในการแสดง สวยดีนะ ใช้เวลาการเดินชมร่วม 90 นาที งานนี้ก็แนะนำอีกเช่นกัน ยิ่งเป็นคนที่อินในหนังหรือละครเวทีแล้วด้วย เราเดินโอ้เอ้กันเอง ถ่ายรูปตามบันไดกันอีกสักพัก

paris-d1-garnier2
paris-d1-garnier3
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

พุ่งตรงไปยังพิพิธภัณฑ์ลูฟ เดินผ่านสวนสาธารณะ ทักทายหอไอเฟลจากมุมไกลๆ วันนี้วันพุธเค้าเปิดถึง 21.30 น.จ้า เราเลยมาที่นี่เป็นรายการสุดท้าย แถวเข้าก็ยังยาวพอควร แม้ Museum Pass จะมีช่องพิเศษแต่ก็ไม่ได้สั้นไปกว่ากันเท่าไหร่ เดินชมห้องต่างๆ ตามความสนใจ ตามจุดเด่นของใบปลิว ถ้าให้เรามาเดินเอง เราก็คงเลือกไม่ถูก ไม่ค่อยมีความรู้ศิลปะเท่าไหร่ แวะทานขนมที่ร้าน Angelina ด้วย จริงๆ เข้าไปทานก่อนเลย เพื่อรองท้อง แต่ขนมเหลือไม่เยอะแล้ว ไปตามหาแม่นางโมนาลิซ่า พบกับรูปปั้น Venus de Milo  และ Wings of Victory เดินตัดข้ามตึกไปมา แอบหลงบ้างเล็กน้อย เราอยู่กันจนวินาทีสุดท้าย ออกมาเจอแสงยามเย็นสีชมพูตอนเกือบ 4 ทุ่ม และพึ่งแมคโดนัลเป็นมื้อเย็นอีกตามเคย ซื้อกลับไปกินที่พักกันเลย อยู่ในปารีสนี่ใช้ wifi คุ้มนะ ช่วยเรื่องการเดินทางได้เยอะมาก ถ้าอยู่ต่ออีกนิด พี่สาวจะต้องเชี่ยวชาญการเดินทางในปารีสแน่ๆ

paris-d1-lourve1
paris-d1-lourve2
paris-d1-lourve3

วันที่สิบสาม 21 ก.ค. 59 Chateau de Fontainebleau – Eiffel Tower – Musee D’Osay

pairs-d2-fontaine1

ตึ่นแต่เช้า เพื่อเดินทางออกไปรอบนอก มุ่งไปยังปราสาทฟองแทนบลัวร์ นั่งรถไฟกันยาวๆ เกือบ 2 ชั่วโมง และต่อรถบัสอีกนิดก็ถึงแล้ว เป็นเมืองเล็กๆ น่าเดินเล่นมากกกกก รถเมล์สาย 1 สายเดียว วนไปกลับ มีสวนสาธารณะกว้างๆ ให้เดินเล่น แต่ถ้าไม่อยากเดินก็มีรถให้บริการนะ เสียตังค์ตามระเบียบ มีช่วงหลงเล็กน้อย หาทางเข้าไม่เจอ ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินผ่านมาเป็นเหยือ หน้าตาใช้ได้ซะด้วย หุหุ

pairs-d2-fontaine2
pairs-d2-fontaine3

การเดินชมที่นี่มีเส้นทางค่อนข้างชัดเจน มีส่วนที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม คือ China Museum ซึ่งมีภาพ ร. 5 ตอนเสด็จประพาสยุโรปด้วย มีบริการชุดกระโปรงให้สวมเพื่อให้ได้บรรยากาศด้วย มีคนใส่แล้วหมุนๆๆๆ น่ารักดี มีคนขอถ่ายรูปด้วยหลายคนเลย น้องหน้าตาน่ารักด้วยแหละ เราเดินกันไป 2 ชม.กว่า ออกมาเจอรถกำลังจะพาไปชมสวน แต่หิวแล้ว ออกไปหาอะไรกินกันก่อน แต่ก็ไม่ได้กลับเข้ามาแล้ว ทานเสร็จ เดินเล่นสักแป๊บ ก็กลับเข้าปารีสเลย

pairs-d2-fontaine4
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ระหว่างเดินทางไปหอไอเฟล เจอป้ายประตูชัยตรงจุดเปลี่ยนรถพอดี เลยแวบขึ้นไปดูก่อน แต่ทำให้ไม่ได้ไปป้ายที่ตั้งใจ คือ ป้าย ตรงข้ามหอที่จะเดินผ่านสวนเข้าหาหอไอเฟลได้ แต่เป็นมุ่งมาป้ายด้านข้างหอไอเฟลเลย แต่จริงๆ แล้ว ระยะทางพอกันเลยนะ แนะนำให้ไปป้ายตรงข้ามหอไปเฟลแล้วเดินเข้ามาแหละดีแล้ว เราจองรอบขึ้นลิฟท์หอไอเฟลไว้ 17.00 น. ต้องรักษาเวลาหน่อยนะ +/- ได้นิดหน่อย เหมือนมีคนมาไม่ตรงรอบแล้วเค้าไม่ให้ขึ้นด้วย ขึ้นไปยังชั้น 2 เดินเล่นๆ รอบๆ อย่าลืมแวะชั้น 1 ด้วยนะ จะเดินลงหรือ ลงลิฟท์ก็จัดไป ชั้น 1 มีกิมมิคเล็กๆน้อย เล่น กระจกใสทะลุเห็นพื้น มีพิพิธภัณฑ์รอบๆ ทางเดินด้วย ใครแรงเยอะ จะเดินขึ้น ก็ไม่ต้องจองคิวนะ ค่าใช้จ่ายก็จะถูกลงด้วย ตอนอยู่ในลิฟท์ก็จะเหมือนถูกอัดปลากระป๋องหน่อย มีช่วงวืดด้วยความเร็วบ้าง ถ้าใครขึ้นชั้นบนสุดที่มีร้านอาหารคงจะมีมึนบ้าง

pairs-d2-%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b8%a51
pairs-d2-%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%9f%e0%b8%a52

มุ่งต่อ Musee D’Osay เสียเวลาเดินทางเพราะหาป้ายรถเมล์ไม่เจอ แล้วคนชี้ก็ให้เดินย้อนด้วย ถ้าเดินลุยไปตามทางแต่แรก เลียบแม่น้ำไปเรื่อยก็คงใกล้ถึงแล้ว จากแผนที่ใช้เวลาเดินประมาณ 30 นาที กว่าจะมาถึงก็ร่วมทุ่มแล้ว วิ่งเข้าไปดูกันเลยจ้า วันนี้วันพฤหัสเป็นวันปิดดึกของที่นี่จ้า

pairs-d2-osay1

ที่นี่เป็นเหมือนโกดังเก่า ดูคล้ายหัวลำโพงบ้านเราด้วย แต่ดัดแปลงที่โล่งมาทำเป็นหอศิลปะ สร้างพื้นที่ห้องรอบๆ เราเดินมุ่งขึ้นชั้น 5 ตั้งใจจะไปชมภาพวาดของโมเน่ต์กันก่อน และทานมื้อเย็นที่ห้องอาหารที่นี่ด้วย หน้าต่างเป็นทรงนาฬิกา มีทางออกไประเบียงด้านนอกชมวิวกันเพลินๆ ด้วย ทานข้าวกันเร็วๆ เพื่อไปชมภาพกันต่อ คนน้อยลงบ้างแล้ว เราถ่ายรูปกับภาพของโมเน่ต์กันสบายๆ แล้วก็ค่อยๆ เดินลง พร้อมกับประกาศว่า จะปิดแล้ว เราเดินลงไปทางที่จะเข้าห้องแสดงภาพของแวนโก๊ะด้วย บังเอิญจริงๆ ก็แวบเข้าไปดูสิครับ คนน้อยเลย ยืนชมกันเต็มๆ ไม่ไล่ก็ยังไม่ออกล่ะงานนี้ สำเร็จภารกิจที่นี่กันแบบฟินๆ

pairs-d2-osay2
pairs-d2-osay3

ออกมานั่งริมแม่น้ำชมเรือกันแวบนึง แล้วก็จะกลับบ้าน แต่ไปช็อปปิ้งจานลายเจ้าชายน้อยกันสนุกสนานเลย เค้าเลยปิดร้านเลท กลับถึงบ้านก็นอนหลับเป็นตาย

วันที่สิบสี่ 22 ก.ค. 59 พระราชวังแวร์ซายน์

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ออกเดินทางกันแต่เช้าอีกหนึ่งวัน ถึงประมาณ 9.30 น. ภาพกุหลาบแวร์ซายน์แวบเข้ามาในหัวเลย เราก็เดินๆ ตามทางกันมาเรื่อยๆ มาสถานที่ท่องเที่ยวหลัก ไม่ต้องกลัวหลงค่ะ เริ่มมีแถวต่อ 2 แถวตัดขวางแล้ว ไม่ได้เยอะเลย แต่เราคิดจะเข้าไปชมสวนกันและไปเที่ยวรอบๆ ก่อน แต่มารู้ตอนเข้าสวนมาแล้วว่า บ้านหลังเล็กของพระนางมารี เปิดตอนเที่ยงจ้า แถมวัน ศ – อา ก็ต้องจ่ายตังค์ค่าเข้าสวนเองด้วย ใช้ Museum Pass ไม่ได้ แงงงง ตามสภาพ ก็เดินเล่นในสวนหลังวังไปก่อน แล้วมาขึ้นรถไฟพาไปกลับ 7.5 ยูโร แวะ Grand Trianon, Petit Trianon และ Grand Canal แล้วกลับมาที่วัง เป็นเส้นเดียวนะ ไม่มีย้อน

paris-d3-vasile1

Grand Trianon มีสวนและพื้นที่สวนที่ค่อนข้างกว้าง มีทั้งแบบเรขาคณิตตามความนิยม และสวนสนใหญ่ มีทางเดินเชื่อมไปยัง Petit Trianon ด้วย เดินได้นะ ไม่ได้ไกลเลย แต่เราไม่รู้ไง เลยรอรถไฟกัน 555 ที่นี่มีร้านขนมให้ทานเล่นกันด้วย Angelina ร้านเดียวกับที่กินที่ลูฟ ขนมเพียบ เหมาะที่จะออกมาทานหลังจากเข้าไปเดินชมแล้ว

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
paris-d3-vasile2

Petit Trianon เป็นที่ที่มีชื่อเสียงมาก ใครรู้จักพระนางมารี แอนโตเนตย่อมอยากจะเห็นบ้านชาวนาที่มาใช้ชีวิตเลียนแบบชาวบ้าน พื้นที่กว้างมากกกก มีบ้านจำลอง จริงๆ ก็บ้านจริงๆ นั่นแหละ หลายหลังอยู่ริมทะเลสาบ ร่มรื่น น่ารัก หลีกหนีจากความหรูหราของพระราชวังได้เป็นอย่างดี มีน้ำส้มรถเครื่องคอยให้บริการอยู่ตามจุดต่างๆ น่าจะขายดีพอตัวเลย

paris-d3-vasile3

Grand Canal เป็นจุดเชื่อมระหว่างสวนหลังวัง มีร้านอาหารให้เลือกทานหลายร้าน คลองขุดขนาดใหญ่ มีน้ำดันพุ่ง เข้าใจว่าน่าจะเป็นการระบายน้ำเพิ่มอ๊อกซิเจนให้กับน้ำอีกทาง บริเวณนี้มีจักรยานให้เช่าด้วยนะ คิดเป็นชั่วโมง ราคาค่อนข้างสูงเลย

สมควรแก่เวลา ก็นั่งรถไฟกลับไปที่วัง แต่เข้าไม่ได้จ้า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจถือปืนยืนคุมอยู่เพียบ มีเหตุฉุกเฉิน พบกระเป๋าต้องสงสัย เลยห้ามคนเข้าแล้ว ให้คนออกได้อย่างเดียว จ๋อยสิคะ มาถึงแวร์ซายน์แต่ไม่ได้เข้า นี่เป็นครั้งที่่สองที่พี่สาวเจอเหตุการณ์เข้าไม่ได้ ครั้งแรกเพราะวังปิด แต่สวนเปิดนะ ยอมไม่ได้ ขอแก้มือ ผลคือ ต้องกลับมาใหม่วันพรุ่งนี้ เหอ เหอ แผนรวนจ้า บัตรเดินทางกะบัตรเข้าชมสถานที่ คุ้มเลยงานนี้

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
paris-d3-vasile4

อย่างไรก็ตาม แนะนำว่า มาถึงวังแต่เช้า แล้วเข้าเที่ยวภายในวังก่อนเลยนะ เสร็จแล้วกินข้าวแถวนั้นก่อน แล้วค่อยออกมานั่งรถไฟไปตามเส้นทาง แวะเที่ยวตามจุดต่างๆ ไปจบที่ Grand canal แล้วค่อยเดินชมสวน ข้อเสียคือ ต้องเดินขึ้น แต่เป็นรูธที่ประหยัดแรง สามารถซื้อตั๋วรถไฟขาเดียวได้

สวนแวร์ซายน์ก็เป็นเรขาคณิตดี มีน้ำพุเป็นระยะๆ แต่ไม่ได้เปิดตลอดเวลา เลยดูเหงาๆ ดูเศร้าๆ แห้งแล้งเลยดีกว่า ตามสวนก็มีร้านขนม ร้านอาหารให้แวะอยู่

เนื่องจากพรุ่งนี้จะกลับมาแวร์ซายน์อีก เราเลยต้องเปลี่ยนแผนของคืนนี้ ปรับเป็นไปเที่ยวแถว Montmarte ก่อนเลยเข้าชมโบสถ์ Sacre – Coeur มาลงที่ป้าย Abbess ซึ่งถ้าเดินขึ้นจะยาวมากกกกกกก ต้องขึ้นลิฟท์นะจ๊ะ แต่เราไม่รู้กันไง เดินขึ้นกันมา ต้องคอยให้กำลังใจท่านแม่ จินตนาการว่า บริเวณนี้คือบริเวณที่สูงที่สุดของปารีส แล้วเรานั่งรถไฟใต้ดินมาป้ายนี้ คิดเอาค่ะ

paris-d3-mon

มาทานมื้อเย็นกันที่นี่ สารพัดหอยสดจ้า เป็นอืกมื้อที่ราคาค่อนข้างสูง จากนั้นก็เดินไปที่โบสถ์ Sacre -Coeur ชมภายใน แล้วก็ออกมานั่งๆ เดินๆ ชมวิวกัน ว่ากันว่า เป็นอีกจุดนึงที่ชมวิวกลางคืนสวย แต่จะเห็นหอไอเฟลไม่ค่อยชัด เพราะเทียบกับตึกในเมืองแล้ว ไอเฟลไม่ได้สูงมากเลย เราก็คิดว่า ไปชมหอไอเฟลกลางคืนแบบใกล้ๆ กันดีกว่า เลยออกเดินทาง แต่ก็ยังเดินเล่น ช็อปปิ้งระหว่างทาง เดินลงบันได ที่เค้ามี Tram ให้บริการด้วย บัตร Navigo ใช้ได้นะ ทางลงจะมีศิลปะข้างถนนให้ได้ถ่ายรูปเล่นอยู่ด้วย ด้านล่างเต็มไปด้วยร้านค้า ขายของคุณภาพแบบนักท่องเที่ยว ราคาโอเคกว่าทีอื่นๆ ที่ผ่านมา แต่ก็โหลๆ แหละ

มาชมวิวหอไอเฟลยามค่ำคืนอยู่จนเค้าเปลี่ยนลักษณะแสงไฟเป็นวิบๆ ก็ไม่ได้ตั้งใจหรอก แค่อยู่ถึงเท่านั้นเอง ก็ห้าทุ่มกว่าได้ กลับถึงห้องก็หมดแรง หลับเถอะจ้า

paris-d3-niite

วันที่สิบห้า 23 ก.ค. 59 พระราชวังแวร์ซายน์

วันนี้ออกสายจ้า เพราะไม่แน่ใจว่าวังจะเปิดไหม แต่จะออกเร็วออกช้า ถ้าปิดเราก็ไม่รู้อยู่ดีเนอะ แถมต้องเดินทางด้วยเส้นใหม่ ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แผนรถบอกอย่างนั้น มาถึงเกือบ 11 โมงจ้า ต่อแถวกันยาวๆ แถวน้อยๆ มีไม่เข้า แถวยาวๆ จะเข้า ซื้อแมคมากินระหว่างรอแถวด้วย ตัดสินใจดีมาก แล้วก็ส่งแม่ไปหาที่นั่ง กางร่มรอ หลบแดดยาก มีเหตุการณ์ตื่นเต้นคือ มีคนเป็นลมจ้า ตรงที่นั่งที่แม่นั่งนั่นแหละ พอแม่ลุกแล้ว ฝ่ายหญิงดมยาดมอยู่ แต่ฝ่ายชายล้มพับไปเลย ขอให้ไม่เป็นไรนะ

paris-d4-vasile-again1

เข้ามาภายใน มีทั้งหมด 3 ส่วน ทางเดินไม่ได้เชื่อมกันหมด มีบังคับให้ชมเป็นส่วน แล้ว ก็ให้ออกมาเข้าอีกทางหนึ่ง งานอลังการ งานละเอียดจริงๆ ห้องบอลรูมสวยจริงๆ คนก็เยอะจริงๆ กระจกเต็มๆ มี Guided tour มาเป็นระยะๆ เราก็แอบฟังมาเรื่อยๆ พอเป็นภาษาอังกฤษก็พยายามจะฟังด้วย ให้ฟังหูฟังตลอดก็ไม่ไหวนะ

14589626_10154029856498951_1283341539519679258_o.jpg

ลักษณะของแต่ละวังก็มีความคล้ายกัน แค่ว่าเล็กใหญ่ ละเอียดไหม ที่นี่มีประตูลับไปยังห้อง Queen ด้วย แต่จริงๆ ไปห้อง Queen ไม่เห็นต้องมีทางลับเลย

14589861_10154029857103951_6488781374506711154_o
เกร็ดภาพเหนือทางเข้าห้องกระจก หรือ ห้องบอลรูม คือ ฝั่งหนึ่ง ผู้หญิง 3 คน มีความกลมเกลียวกันดี แต่อีกประตูหนึ่ง ต่างคนต่างอยู่ แสดงถึง ความสัมพันธ์ที่ร้าวฉาน มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

บ่ายสามกว่าๆ ก็เดินทางกลับ ตั้งใจจะแวะซื้ออาหารญี่ปุ่นใกล้ที่พักมาเป็นมื้อเย็น แต่ช่วงเวลาที่เราไปเป็นช่วงเบรกจ้า ต้องย้อนกลับไปซื้อข้าวกล่องร้านโชว์ห่วย และได้ขนม/ครัวซองสัญชาติญี่ปุ่นแสนอร่อยมารองท้องแทน

18.00 น. รถก็มารับ แต่ไม่ใช่พี่วัฒนานะ เค้าส่งอดีตน้องเขยมารับแทน แต่เราก็ฝากซองให้พี่แกไป เจ้าของบ้านก็มาส่งด้วย ก็ออกแนวมาสำรวจและรับกุญแจคืนด้วยนั่นแล

เดินซื้อของกันในสนามบินกันอีกเล็กน้อย ขึ้นเครื่องบิน แวะลงการ์ตา ก่อนมุ่งสู่เมืองไทย ดูหนังไปหลายเรื่องเลยคราวนี้

เป็นอันจบทริปฝรั่งเศสแบบยาวๆ จากโพรวองซ์ กลายมาเป็นเกือบทั่วฝรั่งเศส อาหารท้องถิ่น ใช้ได้นะ แต่ก็จะวนๆ เราก็ต้องหาอาหารแนวอื่น สัญชาติอื่นมาช่วยสลับ เสริมทัพด้วยบะหมี่สำเร็จรูป และโจ๊กจากเมืองไทย งานนี้พี่สาวทำงานหนัก เป็นคนเลือกร้านอาหาร และ ที่พัก ดีแล้วที่พี่เค้าชอบเลือก ถ้าเป็นเราก็คงเข้าไปเลย เจอร้านไหนก็เข้าแล้ว แหะๆ งานนี้พึ่งข้อมูลจาก Tripadviser เรื่องร้านอาหารเป็นหลักเลย พี่อีกคนก็ลงรายละเอียดการเดินทางร่วมกับเรา ภาพรวมหลักๆ เราก็เป็นคนหา แล้วเอาไปนั่งตบๆให้เข้ารูป โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ ทริปพาแม่เที่ยว เลยสบายกว่าปกติ แม้จะมาสาหัสเอาตอนช่วงปารีสหน่อยก็ตาม ส่วนอีกสองสาวที่มาร่วมเป็นลูกแม่ในทริปนี้ก็ช่วยกันทำให้ทริปผ่านไปได้ เป็นการเดินทางเองที่ได้เจอะเจอกับสถานการณ์ที่ไม่ค่อยได้เจอ เมืองต่างๆ ก็น่าสนใจ แต่เราชอบเมืองเล็กๆ มากกว่านะ ไม่ค่อยอินปารีส

ค่าใช้จ่ายงานนี้ คนละ ประมาณ 130,000 บาท

– ค่าตั๋วเครื่องบิน การ์ตา แอร์เวย์ ไปกลับ คนละ 32,465 บาท

– ค่าเดินทางอื่นๆ 5,319.9 ยูโร + 16,942.1 บาท (ค่าเช่ารถที่ไม่ได้ใข้) หาร 6

– ค่าที่พัก 116,014.43 + 1,352 ยูโร หาร 6

– ค่าเข้า ค่าตั๋วอื่นๆ

อัตราแลกเปลี่ยน 39.05 บาทต่อยูโร

ตอนที่ 1

https://rasjc.wordpress.com/2016/10/23/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9D%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%AA-8-24/

ตอนที่ 2

https://rasjc.wordpress.com/2016/10/23/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9D%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%AA-8-24-2/

map-of-france-attractions

ไปเที่ยวฝรั่งเศสตามแผนที่วางไว้กันล่วงหน้าหลายปี แต่ขยับขยายจากโพรวองซ์มาเป็นเกือบทั่วฝรั่งเศสได้อย่างไรไม่แน่ใจ เริ่มกันตั้งแต่ลงปารีส มุ่งไปฝั่งซ้าย เที่ยว Mont Saint Michel แวบ Giverny เยี่ยมบ้านโมเน่ต์ ขมปราสาทแถบลุ่มแม่น้ำลัวร์ เยี่ยมบ้านลีโอนาโด ดาวินชี่ จากนั้นดิ่งลงใต้ไปเที่ยวแถบโพรวองซ์ชมธรรมชาติ ตามหาลาเวนเดอร์ เยือนต้นแบบภาพวาดของแวนโก๊ะ จากนั้นพุ่งไปทางขวาของฝรั่งเศส แถบติดเยอรมัน แวะเมืองเล็กเมืองน้อย กลิ่นอายเยอรมันชัดเจน ขาหมูที่นี่อร่อยดี ชมเมือง Colmar เมืองต้นแบบของการ์ตูนเรื่อง Howl’s Moving Castle ค่ายสตูดิโอจิบลิ ตีกลับเข้าปารีส เที่ยวเมืองหลวง เยือนวัง เป็นอันจบทริป 15 วันเต็ม

ทริปนี้เป็นทริปพาแม่ไปเที่ยวด้วย ฉะนั้นการเดินทางจะค่อนข้างสะดวกสบาย เหมารถจ้างานนี้ ตั้งใจไว้ว่า จะเหมารถบางช่วง เที่ยวด้วยรถสาธารณะสักช่วง ขับรถเที่ยวเองอีกสักหน่อย กลับมาเช่ารถเหมาอีกครั้งเวลาย้ายที่ไกลๆ และเที่ยวเองจริงๆ ในปารีส แต่มีเหตุให้ต้องเหมารถแทนขับรถเองซึ่งก็ถือว่าเป็นผลดี เพราะพอเห็นทางที่ต้องขับแล้ว ก็คิดว่า ถ้าขับเอง คงเที่ยวได้น้อยแน่ๆ 555

คราวนี้เราใช้บริการสายการบินการ์ต้า ไปกลับ แวะโดฮา ในราคา 32,465 บาท ถ้าซื้อก่อนหน้านี้ได้ 27,000 บาท มีสายการบินที่ราคาถูกกว่านี้ แต่เวลาไม่โอเคสำหรับเรา ก็เลยต้องยอม

เช้าวันแรก 9 กค 59

เดินทางถึงปารีสแบบง่วงๆ เดินกันยาวๆ เอ้ย ยืนบนทางเลื่อนกันยาวๆ จาก gate มาถึง Terminal 1 คล้ายอุโมงค์ สวยดีนะ ที่นี่จะเล็กหน่อย เห็นเขาว่า Terminal 2 จะอลังการงานสร้างกว่าเยอะ ออกมาแล้วก็เดินหากระเป๋ากันจ้า เพราะมัวแต่ไปเข้าห้องน้ำ กระเป๋าเลยถูกจัดเก็บมาวางกองที่เคาน์เตอร์สายการบินแล้ว มีหลายคนก็มาเดินตามหาแบบเรา เจอซิโก้ด้วย เท่มากกกก มาชมฟุตบอลโลกรอบชิงแน่ๆ จะมีแข่งอีกวันสองวันนี้แล้ว ฝรั่งเศสชิงกับโปรตุเกส รู้ผลกันแล้วเนอะ โปรตุเกสชนะ ถ้าฝรั่งเศสชนะ น่าจะครึกครื้นน่าดู ออกมาได้ก็จัดการเช่า Pocket Wifi ของ Travel Wifi (121.5 ยูโร 14 วัน) ซื้อตั๋ว Museum Pass 4 วัน 62 ยูโร ที่ Information ตรง Terminal 1 อ่านจากไหนมาไม่รู้ เค้าบอกว่า ซ์้อตั๋วรถไฟเป็นชุด หรือ t+ ที่นี่จะได้ถูกกว่า ลองถามแล้ว ปรากฏว่าไม่จริงจ้า เลยยังไม่ซื้อ ซึ่งก็ดี ตอนหลังไปคำนวณแบบ 7 วันที่ใช้ได้ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์แล้วคุ้มกว่า ใช้คุ้มจริงๆ เจอคนไทยมาเที่ยวปารีส เข้ามาถามข้อมูลเราแบบละเอียด เราก็เอ๋อไปนิด บางทีก็ตอบไม่ได้นะคะ ขอเชิญที่เคาน์เตอร์เลยค่ะ (การถามความคุ้มของตั๋วนี่ ต้องรู้ก่อนนะว่าจะไปไหนบ้าง เข้าที่ไหน ราคาเท่าไหร่)

คนขับรถวันนี้ คือ พี่กรณ์ สุภาพ ยิ้มแย้ม นิ่ง ฟัง และหัวเราะไปกับการพูดคุยของเรา เป็นชาวลาว รถเช่าวันนี้ เป็นรถที่ยืมมาอีกที คนที่ควรจะมาไม่มา รถบกพร่องที่หันกลับไม่ได้ ต้องนั่งหันหน้าเข้าหากันไป เราเลยต้องยืนพื้นกับตำแหน่งมองย้อนหลัง สลับด้วย พี่ฝ้าย/แม่ ข้อดีคือ คุยกันแบบมองหน้ากันได้ตลอด

รถเช่า เราใช้บริการของ Tommy นักเรียนไทยในฝรั่งเศส ได้ความว่า มาเรียนเป็นเชฟจ้า http://www.tommy-tf.com/ แต่พอมาถึงกลายเป็นอีกคนเป็นหลักในการติดต่อ ส่งต่อกันมา หักหัวคิวกันกี่ต่อเนี่ย คนขับจะได้เท่าไหร่น้า

นั่งรถกันประมาณนึง มุ่งสู่ Giverny มาถึงทานเข้าก่อนเลย แต่ chef เริ่มทำอาหาร 11.30 น. ตอนนี้ เกือบ 11.00 ก็รอกันไป หิวมาก มื้อนี้แม่เลี้ยงตั้งแต่เริ่มต้นเลย อิอิ ค่าเสียหาย 85 ยูโร ทั้งจานหลักและขนมเอแคลแบบฝรั่งเศส ทรงยาวๆ ในหัวนึกถึงเอแคลกลมๆ แบบบ้านเรา

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ น่าปั่นจักรยานเล่นเป็นที่สุด ถนนสายหลักสำหรับการท่องเที่ยวมีสายเดียว แผนที่เมืองหยิบได้จากทุกที่ เริ่มตั้งแต่โบสถ์ ไปจบที่บ้านของโมเน่ต์ มีที่แสดงงานศิลปะเป็นระยะๆ เล็กๆ น่ารัก ร้านทำของย่อส่วน คนทำพูดฝรั่งเศสเป็นอย่างเดียว คนดูฟังได้แค่คำสองคำ เราก็ยิ้มให้กันไป ของเค้าน่ารักมาก ราคาก็สุดยอดมาก ขอชื่นชมด้วยสายตาอย่างเดียวละกัน บ้านแนวหินๆ ปลูกดอกไม้รายทาง ตามระเบียงบ้าง เลื้อยตามกำแพงบ้าง เป็นสไตล์ที่เราจะได้พบเจอเรื่อยๆ ถึงบ้านโมเน่ต์จุดหมายหลักแล้วจ้า คิวยาวเชียว ระหว่างเข้าคิว มีเจ้าหน้าที่มาคอยเรียก ฟังไม่รู้เรื่องหรอก แต่มีคนอื่นฟังออก เค้าก็บอกว่า มีอีกทางนึงให้เข้าได้ เราก็นึกถึงทางสำหรับกรุ๊ปทัวร์แน่ๆ เพราะเห็นแล้ว แต่ไม่ใช่ทัวร์ไง เลยไม่ได้เดินไป เลยไปกับพี่ฝ้าย ไปลองดูก่อน ปรากฏว่าได้ ให้พี่ฝ้ายไปตาม ส่วนเราก็รอซื้อตั๋ว เร็วกว่ามากกก แต่เข้าไปทางสวนก่อน เลยไปเดินสวนก่อนเลย วกกลับเลี้ยวไปหาสวนบัว/สระน้ำก่อน เดินลงบันไดลอดถนนไปอีกฟากมั้ง สวนรื่นรมย์มาก มีบ่อน้ำอยู่ตรงกลาง สะพานเขียวข้ามน้ำ สะพานไม้ไผ่ มีความหลากหลายของพันธ์พืชมารวมกัน ต้นหลิวช่วยให้ดูพริ้วไหวมากขึ้น ยิ่งเห็นภาพต้นฉบับยิ่งเข้าใจว่า ก็นี่แหละของจริง

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

นั่งเล่น เดินเล่นในสวนกันนานอยู่ ถ้ามีเวลามากกว่านี้คงจะนั่งจ่อมกันอยู่แถวนี้ แต่เรามาเที่ยวไง เวลาจำกัดก็ต้องไปต่อไป ย้อนกลับมาทางตัวบ้าน ชมสวนอังกฤษ กุหลาบเยอะๆ เข้าชมตัวบ้านที่อยู่จริงๆ แต่ละห้องมีเอกลักษณ์ ตกแต่งด้วยภาพวาด เครื่องประดับจากญี่ปุ่น จากจีน กระเบื้องดูเป็นที่นิยม ห้องมีสีสัน ห้องสีฟ้า ห้องสีเหลือง ห้องสีเขียว นี่ขนาดบ้านคนนะ เรายังต้องเจอห้องสีๆ กันอีกเยอะ ปิดท้ายด้วยร้านขายของที่ระลึก ร่มสวยเชียว พี่สาวอยากได้ แต่ยังนึกไม่ออกว่าจะหอบหิ้วกลับไปอย่างไร แล้วก็ซื้อติดมา 1 อันเรียบร้อย 555

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
france-%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87_7745
france-%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87_3682
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ที่นี่ Pocket Wifi เราไม่มีสัญญาณนะ ซิมโทรศัพท์ก็ยังใช้ไม่ได้ ต้องตามหาคนขับกันล่ะ ตัดสินใจเดินไปแถวที่จอดรถเยอะๆ เออ เจอแฮะ เก่งกันจริงๆ เรายังแวะอีกหนึ่งที่ คือ โบสถ์ของเมือง Roeun ที่ที่โจนออฟอาคถูกเผา กระจกสีสวย ละเอียด โบสถ์ใหญ่ทีเดียว เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่ด้วยแหละ ออกจากที่นี่ร่วม 4 โมง หนทางยังอีกยาวไกล ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง ถึงจะถึง Mont Saint Michel ตัดสินใจทานข้าวกันบน Rest Area ที่มีร้าน Paul ร้านแซนวิชชื่อดังของฝรั่งเศส ที่เมืองไทยอยู่ใน Embassy มาที่นี่อยู่ตาม Rest Area ซื้อเสบียงไว้เป็นอาหารเช้า ทานกันง่ายๆ และไม่ค่อยอร่อยกันที่นี่เลย (ไม่ได้กิน Paul เป็นมื้อเย็นนะ)

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

มาถึงแถว Mont Saint Michel ร่วม 20.30 น. ยังมีร้านอาหารให้แวะทานได้นะ เลยตัดสินใจยังไม่เข้าที่พัก ไปถ่ายรูปกันก่อนเลย ได้ออกมาเป็นแบบเล็กๆ แล้วก็เลยเข้าไปจอดรถ (ไม่เสียตังค์แล้วเวลานี้) เดินเข้าไปใกล้ๆ ผ่านสวนผักสลัด ปลูกเป็นทุ่งเลย ไม่เห็นแกะแล้ว เค้าบอกว่า ดินแถวนี้จะเค็ม ผักหรือเนื้อแกะก็จะมีรสเค็มๆ ด้วย เลยลองเด็ดมากินดูสดๆ ก็ปะแล่มๆ วันนี้ฟ้าใสมาก ดีใจที่แวะมา เดินถ่ายรูปเล่นกันสนุกสนานอยู่รอบนอก ฟ้าสวยมากกกก ถึงที่พักร่วม 4 ทุ่มครึ่ง

%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%86

ที่พักที่นี่ 4348.67 บาท อยู่ในแถบที่อยู่อาศัย ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ มีห้องอาบน้ำห้องเดียว แต่มีห้องสุขา 2 ห้อง ต้องถามข้อมูลกันดีๆ นะ มีห้องนอน 2 ห้อง อีก 2 คนนอน ห้องนั่งเล่นบนโซฟาเบด ก็ต้องเป็นเรากะเพื่อนสินะ ในฐานะที่ตัวเล็กกันทั้งคู่ แต่นอนไปนอนมาก็ยังไหลมากองกันแฮะ 555

Gite en baie du Mont St Michel

https://airbnb.com/rooms/3232215?s=…

วันที่สอง 10 กค 59

เช้านี้ ก็รีบตื่นกันมาเข้าห้องน้ำกันแต่เช้า ส่วนเราก็ขอคนสุดท้าย อุ่นขนมปังจากร้าน Paul ทานกัน 8.30 น. พี่กรณ์ก็มารับเรา เดินเล่นตอนเช้าในละแวก เจอบ้านไฮโซอยู่ข้างใน เยื้องๆ เราก็มีที่พักอีกที่ด้วย น่ารักดีเหมือนกัน เจอเพื่อนบ้าน ชวนคุยใหญ่เลย น่ารักดี

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

กระโดดขึ้นรถ shuttle bus (เมื่อวานเดินไปแล้ว แม้จะไม่ถึง) เสียดายวันนี้ฟ้าไม่ใสเลย เดินเล่นในเมือง ให้อารมณ์เหมือนตรอกในเรื่อง Harry Porter เลย แล้วเราก็เลี่ยงขึ้นป้อมรอบนอก จริงๆ คือเดินตามทัวร์เค้าไป ก็ได้อีกบรรยากาศ เห็นในมุมสูง และมองขวาออกไปทางทะเล เจอคุณป้าพักอยู่ในห้อง คอยเป็นแบบให้ถ่ายรูปด้วย น่ารักดี เดินผ่านพิพิธภัณฑ์เล็กๆ น่าจะเกี่ยวกับเกราะต่างๆ ของทหาร คนขายตั๋วบอกว่า ซ์้อตั๋วแล้วเข้าได้อีก 4 ที่ เออ ที่นี่มีพิพิธภัณฑ์เล็กๆ เยอะเหมือนกันนะ แต่เราขอมุ่งไปที่ Abbey แล้วจ้า เดินขึ้นๆๆๆๆๆๆๆๆ หันมามองแม่เป็นระยะๆ แม่คงคิดในใจ ไม่เห็นบอกว่ามีบันได อิอิ

Abbey (ค่าเข้า 9 ยูโร ค่าหูฟังชุดละ 4.5 ยูโร มีราคาคู่สำหรับหูฟังด้วยนะ) เอาหูฟังแค่ชุดเดียว ให้พี่กั้งไปฟัง มีอะไรน่าสนใจก็บอกมาละกัน ตัวอาคารทำจากหินแกรนิต มีการตกแต่งด้วยนกอินทรีย์ และอื่นๆ ถามๆ ดู ได้ความว่า เป็นแค่การตกแต่ง แต่มีการผูกเรื่องราวมาเล่าเป็นการทัวร์ตอนกลางคืนอยู่เหมือนกัน น่าจะสนุก เดินขึ้นไป เจอกับลานกว้างชมวิวทะเลโดยรอบ และโบสถ์เรียบง่ายที่เคยโดนเผาไปแล้วบางส่วน ทำให้ขนาดของโบสถ์เล็กลงกว่าเดิม บริเวณนี้เป็นจุดเริ่มต้นของ Guided tour หลายภาษา รวมทั้งภาษาอังกฤษ เราพลาดรอบแรกไปแล้ว ต้องรออีกครึ่งชั่วโมงเลยไปเดินเล่นข้างใน แวะร้านขายของที่ระลึกกันก่อน 11.00 ก็กลับมาฟัง ทัวร์นี้จะใช้เวลาทั้งหมด ชั่วโมงครึ่ง แต่เรามีเวลาน้อย ฟังได้สักพักก็ต้องแยกไป เสียดาย อดเข้าห้องลับที่เค้าจะไขกุญแจเปิดให้เข้าไปดูเลย ระหว่างทางเห็นอีกกลุ่มกำลังออกมาอยู่ มองแวบเข้าไป ก็เป็นห้องกว้างห้องหนึ่งเลย

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ที่นี่ค่อนข้างกว้าง ใช้เวลาเดินชมได้นาน ยิ่งมีคนบรรยายด้วยคงจะยิ่งดี เพราะขนาดเดินดูแบบไม่ค่อยรู้อะไร ก็ยังว่า เออสวยดี ย้ำว่า ใครเป็นแฟน Harry Porter คงจะรู้สึกเหมือนได้เข้ามาอยู่ในโรงเรียนฮอกวอร์ต ทั้งห้องอาหาร โต๊ะยาว ห้องลับต่างๆ ทางบันไดวน มีกระจกลูกบอลตกแต่งเป็นระยะๆ ด้วย ทำให้ได้มุมที่แปลกขึ้น คุ้มค่ามากกับการเดินเที่ยวชม ใครมาเที่ยวเองขอให้จ่ายตังค์เข้ามาชมด้วยนะ จากนั้นก็เดินกลับ แวะร้านขายของที่ระลึกตามทาง ได้ของติดไม้ติดมือกันมาทุกคนเลย อย่างว่า ยังเป็นที่แรกๆ ของยังดูน่าสนใจ นั่งรถ Shuttle Bus กลับออกมาลงป้ายที่มีร้านอาหารเยอะๆ เพื่อชิมอาหาร แกะเค็ม และอื่นๆ สั่งหอยกันมาได้กระป๋องสี 1 ลิตรเลย ก็อร่อยดี วันนี้มีแข่งบอล คนเสิร์ฟป้ายหน้าเป็นรูปธงชาติกันทุกคนเสริสร้างบรรยากาศ จริงๆ ไข่เจียวฟูเป็นของมีชื่อที่นี่ แต่อ่านดูแล้ว ทุกคนแค่ลอง แต่ก็ไม่มีใครว่าอร่อยกันสักคน เลยไม่ทานดีกว่า แหะๆๆ มื้อนี้เจอนักท่องเที่ยวมาคนเดียว แบกเป้ มีย่ามคล้ายบ้านเรา นั่งกินหอยกระป๋อง 1 ลิตรนั้นด้วยความพยายามมาก และก็ชวนโต๊ะเราคุยอย่างไม่ขาดสาย

มุ่งตรงไปสู่ลุ่มแม่น้ำลัวร์กันจ้า วันนี้เราจะแวะที่ปราสาท Villandry ชื่อเสียงอาจจะไม่ค่อยโดดเด่นนัก ปราสาทมีเป็นร้อยๆ ในบริเวณนี้ ที่นี่เด่นเรื่องสวนจ้า มาแล้วคุ้มนะ จ่ายตังค์ 6.5 ยูโร มาดูสวนอย่างเดียวเลย มีสวนโซนต่างๆ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

หลากหลายรูปแบบ ทั้งสวนอังกฤษ สวนดอกไม้ สวนสนแนวยาวๆ สวนวงกตเล็กๆ น่าเดินเล่นจริงๆ เหมาะกับบรรยายกาศยามเย็นมาก เรามาถึงกันร่วม 18.30 น. เดินกันจนปิด ร่วม 2 ทุ่มได้ เดินกลับไปจะออกทางเดิมแต่ปิด

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

แล้ว มีป้ายชี้ว่า ออกหลังเวลาปิดให้ไปทางนี้ ก็กดปุ่มเพื่อเปิดประตู ออกไปตามถนนเล็กๆ ไปถนนใหญ่ หาอาหารเย็นทานกัน เสร็จร่วม 3 ทุ่ม เหมือนเด็กเสิร์ฟเตรียมจะปิดร้านเพื่อไปดูบอลแล้วล่ะ พี่กรณ์ขับต่อไปยังเมือง Amboise ที่นอนของเราในคืนนี้

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
Amboise ที่พักที่นี่ อยู่ริมแม่น้ำ ห้องสวยงามอลังการมาก ดีที่สุดในทริปเลยล่ะ ห้องใหญ่ ตกแต่งเหมือนเป็นห้ององค์หญิงย่อมๆ มีมื้อเช้าพร้อมให้บริการ ในราคาแพงสุดของทริป คืนละ 420 ยูโร รวมอาหารเช้า

Chambres d’hôte Le Clos Saint Raphaël

วันที่สาม 11 ก.ค. 59
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ทานอิ่มแล้ว เก็บข้าวเก็บของ พร้อมติดตามข่าวผลฟุตบอล ฝรั่งเศสแพ้โปรตุเกสจ้า มุ่งไปบ้านของลีโอนาโด ดาวินชี ที่ท่องเที่ยวเด่นอีกที่ นอกเหนือไปจากปราสาทประจำเมืองที่เราไม่ได้แวะ บ้านลีโอนาโด หรือ Clos Luce http://vinci-closluce.com/en มีพื้นที่กว้างมากกก มีค่าเข้าหลัก และ ค่าเข้าเพิ่มเติมหากต้องการเข้าชมนิทรรศการที่จัดขึ้นพิเศษ รวมเป็น 20 ยูโร เดินกันที่ตัวบ้านก่อน แบ่งเป็นห้องต่างๆ ใช้งานจริง เป็นบ้านหลังใหญ่ทีเดียว จัดไว้แบบคนอยู่จริงๆ มีโซนวิดิทัศน์ เป็นภาพคนจริงๆ โปรเจคเป็น 3 D ดูแล้วก็แอบหลอนๆ เหมือนกันนะ เป็นบทสนทนาระหว่าง ลีโลนาโดกับลูกศิษย์มั้ง ฟังไม่ออกค่ะ มีคนแย้งว่า น่าจะเป็นบทสนทนากับผู้ว่าจ้างมากกว่า บ้านโทนสีแดง ๆ ชั้นล่าง ทำเป็นห้องแสดงผลงานสิ่งประดิษฐ์ในจินตนาการทั้งหลายของลีโอนาโด ทั้งใช้ได้จริง และ ยังคงเป็นเพียงจินตนาการ น่าสนใจมาก ไม่พอ ด้านนอกยังมีอาคารจัดแสดงสิ่งประดิษฐ์ขนาดย่อ 100 กว่าชิ้น พร้อมคำอธิบาย ที่นี่มีร้านอาหารหลายที่เลย กระจายไปตามโซนต่างๆ
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

จบจากโซนบ้าน เราก็เดินไปยังโซนสวน กระจายไปยังจุดต่างๆ ก็ว่าเดินตามแผนที่แล้วนะ แต่ก็ยังเก็บได้ไม่หมดบ้าง ใช้เวลาเดินกันนานอยู่ เริ่มที่ 9.30 น. – 12.30 น. สิ่งประดิษฐ์ที่ใช้จริงๆบ้าง จินตนาการบ้าง ทำในขนาดจริง มีวางอยู่ตามที่ต่างๆ ในสวน เน้นต้นไม้ใหญ่ สนามหญ้า เป็นสวนเขียวๆ ผิดกับสวนของโมเน่ต์เลย โซนนิทรรศการพิเศษแยกมาอยู่ต่างหาก ข้างในเป็นภาพแม่นางโมนาลิซ่าในแบบต่างๆ ทั้งแบบออริจิ แบบแปลก แบบล้อเลียน มีทำเป็นโมนาลิซ่าหลับตาแล้วลืมตาได้ด้วย น่าสนใจดี มีแผ่นป้ายใหญ่ให้คอยอ่านตามจุดต่างๆ ด้านนอกมีภาพคน 3 คนของลีโอนาโด คือ The Virgin of The Rocks, Mona Lisa และ Saint John the Baptist เล่าการเดินทางจากอิตาลีมายังฝรั่งเศสของลีโอนาโดด้วย เป็นภาพวาดระหว่างการเดินทาง นึกถึงการ์ตูนของไซโต้ จิโฮ เรื่อง คุณหญิงมงกุฎดอกไม้ ที่มีอาจารย์ลีโอนาโดปรากฏเป็นหนึ่งในคาแรคเตอร์ด้วยเลย เดินทางกันด้วยม้า ขนอุปกรณ์กันมาเต็มสตรีม

อีกโซนที่ชอบคือ บริเวณสวน หญ้าเขียว ต้นไม้ใหญ่ แขวนภาพโปร่งแสง เป็นภาพผู้หญิง มีอยู่ 3 ภาพ จัดตั้งได้เก๋ ร่วมด้วยกับต้นไม้ใบไม้ ยิ่งส่งให้ดูน่าสนใจเข้าไปอีก ถ่ายรูปกันเพลินมาก มีร้านอาหารอยู่ในโซนนี้อีกเช่นกัน ร้านเยอะขนาดนี้ขายได้ขนาดไหนเนี่ยะ ทางออกของที่นี่ไม่ได้เป็นร้านค้านะ แต่ร้านค้าอยู่ตั้งแต่ตอนเดินชมบ้านเสร็จเลย หุหุ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ลีโอนาโด ใช้ชิวิตช่วงบั้นปลาย 3 ปีสุดท้ายที่นี่ นำภาพวาดติดตัวมาจากอิตาลี เป็นภาพคน 3 คน ในนี้มีร้านอาหาร 3 ร้านนะ เท่าที่เห็น เกี่ยวมะ 555

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

นั่งรถพุ่งไป Chambord เข้าไปหาอะไรทานง่ายๆ กันก่อนเลย วันนี้ทานเครปคาวกันจ๊ะ ง่ายแต่แพงไปนิดเพราะอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวแหละ ตัวปราสาทใหญ่มาก พื้นที่รอบๆ ก็ใหญ่เช่นกัน เป็นลักษณะป่า น่าปั่นจักรยานเล่นมาก แต่เวลาไม่พอจะชิวได้ขนาดนั้น ที่นี่มีบริการให้เช่าจักรยานนะ เดินตรงเข้าไปชมวังกันเลย ค่าเข้าชม 11 ยูโร ค่า Audio Guide เท่าไหร่อะ หาไม่เจอแล้ว แหะๆ อ้อ ลืมบอก เวลาเช่าต้องให้ ID ไว้ด้วยนะ เพราะฉะนั้นอย่าลืมพกพาสปอร์ตจ้า

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
จุดเด่นที่ต้องถ่ายรูปคือ บันไดวนตรงช่วงกลางๆ ของปราสาท เป็นปราสาทที่ใหญ่มาก เดินให้ทั่ว ให้ครบค่อนข้างยาก เดินหลุดปีกซ้าย หลุดปีกขวาอยู่นั่น ที่น่าสนใจคือ มีตัวเงินตัวทองอยู่เต็มปราสาทไปหมด แต่ผู้รู้ท่านว่า มันคือ กิ้งก่าพันธ์หนึ่ง
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เกาะอยู่บนเพดานจ้า ตกแต่งแบบนี้ เด่นจริงๆ ถามว่า จำอะไรได้ที่นี่ อ้อ ปราสาทตัวเงินตัวทองค่ะ 555 ห้องต่างๆ ใหญ่โต แต่ดูค่อนข้างเก่า ห้องล่าสัตว์ต้องมี เพราะมาพักที่นี่ ก็เพื่อมาล่าสัตว์กัน เค้าว่ากันว่า ปราสาทนี้เป็นต้นแบบของปราสาทในเรื่อง Beauty and the Beast ไม่รู้เค้าไหนเหมือนกัน ถามว่าเหมือนไหม ให้หาก็คงบอกว่า น่าจะเป็นเรื่องของการเดินทางกลางป่ามาแล้วหลุดเข้ามาในตัวปราสาทน่ะ ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็น King ของปราสาทในลุ่มแม่น้ำลัวร์เลย มาแล้ว ก็ต้องมาที่นี่ สำหรับเราไม่ได้ให้คะแนนขนาดนั้น อาจจะชอบแบบเล็กๆ เดินง่ายๆ มากกว่ามั้ง

ใช้เวลา 1 ชั่วโมงจาก Amboise มาถึง Chambord เรากำลังจะไปปราสาท Chenonceau ราชินีแห่งลุ่มแม่น้ำลัวร์ ออกมา 4 โมงได้ ถึงร่วม 5 โมงเย็น ไปไป รีบเข้า ก่อนจะปิด

 OLYMPUS DIGITAL CAMERA

มองจากข้างนอกที่นี่ดูธรรมดานะ มีสวนสองฝั่ง เดินข้ามสะพานเข้าไปในตัวปราสาทที่อยู่บนน้ำ ธรรมดามะ อิอิ ข้างในยิ่งกว่า เป็นปราสาทขนาดย่อมที่มีความสวยงามในทุกห้อง มีรายละเอียดการตกแต่ง เห็นภาพความเป็นอยู่จริง เห็นการแย่งชิงความเป็นใหญ่ของ 2 นางของพระมหากษัตริย์ ไดแอน เป็นที่โปรดปรานของกษัตริย์ เมื่อกษัตริย์สิ้น แคทธารีนผู้เป็นเมียหลวง/เมียแต่งได้โอกาสแก้แค้นที่ต้องทนชอกช้ำ กับความเมินเฉยของผู้เป็นสามี และยกหญิงอื่นเหนือตน บังคับให้ยอมยกที่อยู่ให้นาง อ่านประวัติแล้วดราม่ากันดี สร้างสวนก็สร้างแข่งกันว่าใครสวยกว่ากัน

 

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ที่ชอบที่สุดคือ ห้องสีดำ ห้องนี้นอนแล้วน่าจะหลับได้สบาย มืดดีแท้ (คงเพราะเบื่อห้องสีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีเหลือง ทั้งหลาย) มีกิจกรรมทางน้ำด้วยนะ นักท่องเที่ยวลอยตัวกันมาตามแม่น้ำ หยุดชมปราสาทจากด้านนอก แล้วลอยตัวกันต่อไป น่าจะสนุก แต่ก็น่าจะเย็นอยู่ ยังดีวันนี้ไม่ค่อยหนาว

สวนรอบนอก บ้านหลังเล็กคลุมด้วยดอกไม้เลื้อย เป็นที่ที่หยุดกันนานมาก ถ่ายกันจนแสงยามเย็น เราอยู่กันจนปราสาทปิดได้ ตลอดจริงๆ

 france-%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87_2877
 OLYMPUS DIGITAL CAMERA

มีเรื่องตื่นเต้นกันเล็กน้อย เมื่อที่พักโทรมาบอกว่า Check in เลทสุดคือ 2 ทุ่ม เอ่อ คือ เพิ่งออกกันมาเองค่ะ ต้องต่อรองกันแทบแย่ ยอมจ่ายตังค์ให้คนเอากุญแจมาให้เมื่อไปถึง ไม่ต้องหาอะไรกินกันแล้วงานนี้ พุ่งตรงไปยังเมือง Bourges กันเลยค่ะ ใช้เวลาไป ชั่วโมงครึ่ง จ่ายค่าเดินเอากุญแจ พาไปที่ห้อง 15 ยูโร แพงจริงๆ ห้องพักอยู่โซนแยก เป็นห้องเกือบใต้หลังคา แยกไปมีห้องเล็ก เปิดหน้าต่างชมวิวได้สบาย ครัวใหญ่ เสียรู้ทีนี่ เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่ามีอาหารเช้า เลยนึกว่าแถม ปรากฏต้องจ่ายตังค์จ้า คนละ 7.5 ยูโร แต่ไม่สามารถลงไปทานในห้องได้นะ เพราะเราเป็นส่วนแยก ต้องไปรับอาหารมาทานข้างบน แต่ไม่ใช่ปัญหา บอกแล้ว ห้องใหญ่จ้า เข้านี้ไปทานบนห้องข้างบน ชมวิวโบสถ์ เมื่อคืนมื้อเย็น จัดมาม่ากันไป ที่ห้องข้างล่าง ประหยัดดี ติดมาม่าไว้เถิด เผื่อฉุกเฉินได้ดีจริงๆ

Bourges 10752.4 บาท

Hôtel de Panette, appartements de charme

http://www.booking.com/app_link/hot…

วันที่ 4 12 กค 59

วันนี้ทานข้าวเช้าของที่โรงแรม คนละ 7.5 ยูโร ตามที่บอกไปก่อนหน้านี้ ยังพอมีเวลาสักชั่วโมง ก็ออกไปเดินเล่นรอบๆ มุ่งไปยังโบสถ์ประจำเมืองมั้ง สวยดี ข้างๆ เป็นสวนดอกไม้ด้วย บรรยากาศยังสงบอยู่ กลับมาที่พักขนของขึ้นรถ พี่คนขับรถแสนสุภาพของเราก็พาเรามุ่งไปยังเมือง Lyon ตอนเกือบ 10 โมงได้ ใช้เวลา 3 ชั่วโมง++ อยากจะไปทานข้าวร้าน Michelin Star สักร้าน ปรากฏร้านที่เล็งไว้ พักอยู่ ไปถึงร่วมบ่าย 2 เค้าเลยแนะนำอีกร้านให้ เป็น Guided Michelin Star 2016 อาหารอร่อยดี ราคาไม่เวอร์ เมืองนี้เป็นเมืองขึ้นชื่อเรื่องอาหารอีกเมืองเลย แวะชมโบสถ์ที่เมืองนี้พร้อมชมวิวในวันฝนตก เป็นโบสถ์ใหญ่ ค่อนข้างหรู ดูภายนอกเหมือนมีชั้นเดียว แต่จริงๆ แล้วมี 2 ชั้น เข้าใจว่าส่วนเดิมคงแคบไป เลยต้องสร้างเพิ่ม

 OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ลุยฝนกันต่อ ขับรถมุ่งสู่ Avignon เป้าหมายของเราในคืนนี้ ถึงร่วม 2 ทุ่ม เช็คอิน ตั้งใจจะไป Pont Du Gard ต่อ แต่ลังเล ขณะที่พี่กรณ์คนขับบอกไปได้ พี่เค้าก็อยากไปด้วยแหละ เลยตกลงไปกัน ไว้ทานข้าวเย็นทีหลัง กินกันเลทได้จริง และก็ไม่ผิดหวัง Pont Du Gurd ยามเย็น ค่อนข้างสงบ แสงสวยมาก แสงเย็นพัดผ่าน ยังคงเห็นสะพานสะท้อนน้ำอยู่ แต่เสียดาย อยู่ไม่ถึงเปิดไฟ แวะทานมื้อเย็นยามดึกกันที่ McDonald ตอน 4 ทุ่มกว่าๆ กิน Wrap เหมือนจะเบาแต่ชิ้นใหญ่มาก ถึงที่พักห้าทุ่มครึ่ง บอกลาพี่คนขับ ส่งมอบทิปค่อนข้างหนักให้ไป พี่เค้าใจเย็น สุภาพ และขับให้เต็มที่จริงๆ ไม่ช่างคุย แต่ฟังเราคุยตลอดเลยนะ มีหลุดหัวเราะตอนเราเฮฮากันด้วย น่ารักจริงๆ แต่เค้าไม่ได้รับงานขับรถตลอด มีงานประจำทำอยู่ เลยไม่สามารถแนะนำได้

 OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ที่พักคืนนี้ ออกแนวหอพักนักศึกษา อยู่ใกล้มหาวิทยาลัย มีนักแสดงที่มาร่วมงาน Avignon Festival พักอยู่ค่อนข้างเยอะ ไปเจอตอนไปซักผ้า ให้เค้าช่วยบอกวิธีการใช้เครื่องให้ เราพักที่นี่ทั้งหมด 3 คืน 3 ห้อง ในราคาทั้งหมด 45,885.98

Apart’Hotel Sainte-Marthe

http://www.booking.com/app_link/hot…

สำหรับตอนนี้ ขอจบช่วงก่อนค่ะ ถือเป็นการท่องเที่ยวส่วนที่ 1 Mont Saint Michel และ ลุ่มแม่น้ำลัวร์ ติดตามกันต่อ กับการท่องเที่ยวในแถบ Provence นะคะ
คลองรอบปราสาทโอซาก้า

คลองรอบปราสาทโอซาก้า

ทริปสาวๆ เที่ยวเอง เกิดจากการบังคับเก็บเงินร่วมกันเป็นเวลา 2 ปี จากเวียดนามที่ไปกับทัวร์ เริ่มหาญกล้า เป็นเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตนเอง สบายใจได้อย่าง เรามีผู้เชี่ยวชาญ อ่าน พูด และเขียน(ได้รึเปล่าไม่รู้) อยู่ 1 คน เสริมทัพด้วย คนที่เคยเที่ยวบริเวณนั้นมาแล้ว และยอมเสียสละไปซ้ำ กับเพื่อนๆ อีกครั้งหนึ่ง

ทำการบ้านกันมาค่อนข้างหนัก ก่อนทริปจะสรุปออกมาได้เป็นแบบนี้  แบ่งแยกหน้าที่ให้ได้รับผิดชอบกัน ทั้งงานก่อนเดินทางจริง และ ขณะเที่ยว ขอขอบคุณทุกแรงงาน ทุกความคิด ทุกความรับผิดชอบ และทุกความร่วมมือ ที่ทำให้เราได้ไปเที่ยวด้วยกันจ้า
โอซาก้า เกียวโต 11 เมษายน 2556 – 16 เมษายน 2556

  • เดินทางด้วยสายการบินคาเธ่ย์ ราคาไป-กลับ ประมาณ 22,000 บาท
  • ที่พักตลอด 4 คืน ณ Toyoko Inn Umeda ประมาณคืนละ 1,000 บาท ห้องคู่ 6 ห้อง ห้องเดี่ยว 1 ห้อง เป็นเงิน 192,264 เยน รวมค่าทำสมาชิกและส่วนลดที่สมาชิกจะได้รับแล้ว ขนาดห้องพักกะทัดรัดมากก มีแชมพู สบู่ให้พร้อม ส่วนหวีกับที่โกนก็มีนะ หยิบมาได้ มีวางอยู่ชั้น 1 ด้านล่างมีจุดเติมน้ำเปล่า ให้บริการอาหารเช้าด้วย
  • บัตร Osaka Unlimited Pass 1 วัน Nankai Version 2,300 เยน มีสถานที่ให้เข้าฟรี 28 ที่ เวลาใช้ต้องใช้ร่วมกับคูปองที่แนบมาให้ เวอร์ชันนี้สามารถเดินทางมาจากสนามบินได้เลย ไม่ต้องจ่ายตังค์เพิ่ม แต่ห้ามใช้กับรถ Rapid นะ ซื้อบัตรได้ที่สถานีรถไฟตรงสนามบินเลย มีแบบ 2 วันด้วย แต่ต้องใช้ต่อเนื่อง แบบ 2 วันนี่ เวลาซื้อต้องแสดงพาสปอร์ตนะ สำหรับนักท่องเที่ยวเท่านั้น
  • บัตร Kansai Through Pass แบบ 3 วัน มูลค่า 5,000 เยน ใช้แบบไม่ต้องต่อเนื่อง คุ้มค่ามากกก ยืนยันว่า ใกล้สถานที่ท่องเที่ยว ย่นระยะการเดินกว่า JR เยอะมาก เปรียบเทียบจากคนที่เคยใ้ช้ JR เที่ยวเองในแถบนี้ ซื้อได้ที่สถานีรถไฟเช่นกัน ใช้ได้กับรถไฟที่ไม่ใช่ของ JR รวมทั้งรถบัสในเกียวโตด้วย

วันที่ 1 (12 เมษายน 2556) โอซาก้า – ปราสาทโอซาก้า- Santa Maria – Kaiyukan พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ  – Daikanransha:Tampozan Giant Ferris Wheel – Floating Garden Observatory

ที่พักเราตั้งอยู่ใกล้กับ Subway สาย Midosuji Line สายสีแดง สถานี Nakatsu – สถานี Hommachi เพื่อเปลี่ยนมาใช้บริการสายสีเีขียว Chuo Line มุ่งหน้า Nagata ไปยังสถานีปลายทาง Tonimachi 4 – Chome ลงที่สถานีนี้ มองป้ายทางออกที่ชี้ไปปราสาทโอซาก้าโลด เดินต่อไป ผ่าน NHK จะเห็นปราสาทอยุ่ขวามือ

ที่ปราสาท จะมีบริเวณสวนให้เข้าชม รวมทั้งตัวปราสาทมีลิพท์ให้บริการ แต่คนเยอะ เรายังฟิตกันอยู่เดินขึ้นไป 8 ชั้น แบบไม่ได้หยุด ขึ้นไปหอบแฮ่กกันทีเดียว ชมวิวข้างบน แล้วก็ไล่ลงมาทีละชั้น จะมีการแสดงวิถีชิวิต รวมทั้งมีแท่นประทับไว้เก็บเป็นที่ระลึกด้วย

จากนั้น เราตัดสินใจไปดู Musuem of House and living กันก่อน อยู่ตรงสถานี Subway Tenjinbashisuji 6-chome Sta.(exit No.3) อยู่ตรงตึกที่เราขึ้นไปพอดี แต่ว่า ปิดดดดดดดดดด ไม่เป็นไร เราก็ไปหาอะไรทานกันแถวนั้นเลย แยกเป็น 2 ร้าน ร้านซูชิ กับ ร้านก๋วยเตี๋ยว เราเลือกร้านก๋วยเตี๋ยว สั่งเป็น set ที่นี่แปลกกว่าที่เรากินคือ มีทั้งเส้นๆ และ ข้าว อยู่ใน set เดียวกัน สั่งอาหารด้วยการกดตู้จ้า มีรูปภาพให้พร้อมสรรพ แต่ถึงไม่มีก็ไม่ใช่ปัญหา มีเจอยู่ทั้งคน 555

ตู้สั่งอาหาร กด กด กด กด

ตู้สั่งอาหาร กด กด กด กด

เดินทางไปขึ้นเรือ Santa Maria เรือจำลองรูปแบบเรือโจรสลัด มุ่งไปสถานี Osakako ด้วยรถไฟสายสีเขียว Chuo Line ที่มุ่งหน้าไป Cosmosquare ออกจากสถานีเดินตามป้ายที่ชี้ไปพิพิธภัณฑ์สระน้ำ เดี๋ยวก็เห็น อยู่เรียงกันเลย ชิงช้าสวรรค์ พิพิธภัณฑ์ และ ท่าเรือ มีสวนสนุกนินจาให้เข้าด้วยนะ เผื่อใครสนใจ อันนี้ต้องเสียตังค์เพิ่มนะจ๊ะ

ทุกคนดื่มด่ำกับการนั่งเรือมากกกกก ชมวิวววว กันในฝันหมดเลย เพลียไง นั่งเรือคราวนี้เลยไม่มีเสียงบ่นว่า มานั่งทำไม พักผ่อนกันเต็มที่เลย 555 จากนั้น ก็ไปชมพิพิธภัณฑ์สระน้ำไคยูคัง ชื่นชมกับความน่ารักของเจ้านากขี้เล่น แมวน้ำปล้ำกันไปมา เราชมกันจากด้านบนๆ พอลงมาข้างล่างก็ยังได้เห็นเจ้าตัวเหล่านี้ แสดงว่า พื้นที่ของเค้าลึกดีจริงๆ ปลาโลมาก็ยัััังว่ายไปมา ส่วนบ่อตรงกลาง ก็ปลาเก๋า ปลากระเบน ปลาฉลาม ปลาฉลามวาฬ เป็นแนวคิดในการจัดพื้นที่ที่ดีจริงๆ แต่ความรู้สึกว่า ตู้มันดูโล่งๆ อยู่นะ ค่าเสียหายที่นี่ เป็นเงิน 2,300 เยน ไม่รวมอยู่บัตร และไม่ได้มีส่วนลดด้วย เพิ่งจะปรับค่าเข้าเมื่อกลางเดือนมีนาคมนี่เองงงง

พระเอกของไคยูคัง

พระเอกของไคยูคัง

จากใต้น้ำ เราก็พากันไปนั่งชิงช้าสวรรค์ขี้นท้องฟ้า ชมพระอาทิตย์ยามเย็นได้บรรยากาศ ชมวิวรอบๆ อ่าวโอซาก้าในมุมสูง ที่เราไม่ได้ชมในมุมล่างจากการนั่งเรือ สะพานข้ามเค้าเยอะจริงๆ เราเจอทั้งสะพานแขวน สะพานพุทธ สะพานพระปก แบบสะพานซ้อนคู่กันก็มี ช่างสร้างจริงๆ

ยามเย็นจากมุมชิงช้าสวรรค์ริมแม่น้ำ

ยามเย็นจากมุมชิงช้าสวรรค์ริมแม่น้ำ

ชิงช้าสวรรค์ยังสูงไม่พอ เราไปตึก Floating Garden Observatory ที่มีความสูง 173 เมตร ขึ้นลิฟท์ให้เห็นความสูง แล้วยังไปต่อด้วยบันไดลื่นให้เสียววาบบบบ ไปชมวิวบนตึกที่ทำเป็นทางเดินวนๆ ส่องด้วยไฟ Backlight สะท้อนแสงกันใหญ่ แถมด้วยเก้าอี้คู่รัก และจุดแขวนกุญแจคู่รักคล้ายเกาหลี เอาใจนักท่องเที่ยวเกาหลีกันเต็มที่ วิวสวย ลมเย็น แต่เริ่มหิวกันแล้วค้าบบบ ใต้ตึกมีร้านอาหารที่สร้างเลียนแบบร้านสมัยก่อน เราไม่ได้ทานกันที่ที่ มุ่งหน้ากลับไปแถว Umeda เพื่อหาร้านทำพิซซ่าญี่ปุ่นชื่อดัง Sakura กว่าจะเจอ ก็มีคนคล้ายจะโมโหหิวอยู่ เจอแล้ว พนักงานยังไม่ให้เข้า อะไรว้าาา เค้าว่่่า เต็ม มีคนจอง ก็เลยตัดสินใจแยกย้านกันไป หาที่กินกันเอง ที่เจ็บใจคือ มีคนเดินกลับไปแถวร้านนั้น แล้วเข้าไปนั่งกินได้ที่ฝั่งตรงข้าม งานนี้ งงจริงๆ

มีปลอบท้องกันด้วยทาโกะยากิด้วย อร่อยดีนะ เราก็แยกย้ายไปหาร้านกินข้าว แต่ส่วนใหญ่จะปิดรับ Last Order กันแล้ว ต้องมาร้านที่อยู่นอกห้าง ใต้สถานี อิ่มแล้ว กลับบ้านนนนนนนน นอนนนนนนนนนนนน

ค่าเสียหายวันนี้
นอกจากก้อนใหญ่ๆ แล้ว ก็มี
ค่าอาหารเช้า 110 เยน
ค่าอาหารกลางวัน 780 เยน
ค่าอาหารเย็น 700 เยน

วันที่สอง (13 เมษายน 2556)  เกียวโต: ปราสาทนิโจ้ ปราสาททอง และ อาราชิยาม่า

วัดทอง กับมุม(ไม่)มหาชน

วัดทอง กับมุม(ไม่)มหาชน

หลังจากเหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งวัน จากวันก่อน ที่ลุยกันมาตั้งแต่เดินทางจากกรุงเทพ จนเที่ยวญี่ปุ่นอีก 1 วันเต็มๆ วันนี้ เลยให้ออกกันสายนิดนึง นั่งทานข้าวที่โรงแรมได้ แต่ขอโทษ ตื่นสายจ้า ทั้งคู่เลย ไม่มีใครยอมลุก จัดการตัวเองกันด้วยความรวดเร็ว 8 โมงเป๊ง พร้อมนะ แต่ยังไม่ได้ออกหรอก ก็ทำนู่นนี่กันอีกนิด  แต่ที่เด็ดกว่า คือ ได้สัมผัสแผ่นดินไหว ความแรงขนาดประมาณ 5 ริกเตอร์ เวลาประมาณตีห้าครึ่ง สั่นๆๆๆๆๆๆๆๆ จนต้องลืมตาขึ้นมาดู แล้วก็มองหน้ากับเพื่อน อ้อ แผ่นดินไหว แล้วก็นอนกันต่อ 555 เป็นไงล่ะ แต่ตึกเค้าทำดีจริงๆ นะ เตรียมพร้อมรับสภาพได้เยี่ยมมาก ถ้าเป็นของไทย อาจต้องกระโจนลงตึกกันไปแล้ว
ผลของแผ่นดินไหว ทำให้สายรถไฟของ JR ไม่สามารถเปิดให้ดำเนินการได้ คนเลยหลั่งไหลมาใช้สายอื่นๆ รวมทั้งสายที่เราจะใช้ด้วย คนเลยอัดแน่นกันเต็มรถ ได้สัมผัสบรรยากาศชีวิตชาวญี่ปุ่นที่แท้อีกหนึ่งอย่างในทันที ที่ๆ เราคิดว่า ไม่มีแล้ว เถิบไม่ได้แล้ว ก็เถิบจนได้ วันนี้ เรนั่งรถไฟของ Hankyu Kyoto ที่ถูกจำกัดความเร็วไว้ที่ 25 ไมล์ต่อชั่วโมง ก็ยังดี ยังเดินทางได้ มุ่งตรงไปสู่ปราสาทนิโจ ที่มีชื่อเสียงอันโด่งดัง เป็นหนึ่งในสถานที่ที่คนไปเกียวโตห้ามพลาดดดดดดด

บรรยากาศบนรถไฟยามเช้าที่ขบวน JR ต้องหยุดเดินเนื่องจากแผ่นดินไหว

บรรยากาศบนรถไฟยามเช้าที่ขบวน JR ต้องหยุดเดินเนื่องจากแผ่นดินไหว

มารยาทที่ดีบนขบวนรถไฟคือ ห้ามคุยโทรศัพท์ ใ้ห้ปิดเสียงโทรศัพท์ด้วย มีขบวนรถสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ในตัวเมือง ปฏิบัติกันเคร่งครัดเชียว แต่เที่ยวระหว่างเมือง มีผู้ชายขึ้นแฮะ ยังไง ยังไง ห้ามเสียงดังจากโทรศัพท์ แต่คนไทยเราคุยกันครึกครื้นเชียว ผิดกติกาไหมนี่

ปราสาทนิโจ ค่าเสียหาย 600 เยน เดินไปฟังเสียงนกไนติงเกลกันไป ได้ยินชัดเจนดีแท้ ชมบรรยากาศแต่ละห้อง แล้วก็นึกว่า ถ้าอยู่ในปราสาท จะอาบน้ำกันตรงไหนน้า ยังมองไม่เห็นบริเวณห้องน้ำเลย ถ้าจะอยุ่ข้างนอกเหมือนกับของฝรั่งสมัยก่อน รอบๆ เป็นสวน มีซากุระเรียงเป็นแถว แห้งงงคาต้น แต่ก็มีต้นที่ยังสดและพันธ์อื่นๆ ให้ได้เก็บภาพ ไปนั่งชิวๆ ดื่มชา ทานขนมกันที่โต๊ะแดง กลางลานขายอาหารแบบบรรยากาศงานเทศกาล ได้อารมณ์ดีเหมือนกันนะ

จากปราสาทนิโจ้ เรานั่งรถเมล์วสาย 105 ไปยังปราสาททอง หรือ วัด Kinkakuji ปราสาทต้นแบบของท่านโชกุน จากเรื่องอิคคิวซัง ค่าเสียหาย 400 เยน ทานไอติมกันเป็นก๊วนใหญ่ แต่เราไม่ได้ทาน เพื่อนๆ ต้องไปยืนทานกันให้หมดก่อนจะเข้าไปภายใน เข้าไปปุ๊บ เจ้าหน้าที่จะคอยต้อนให้ว่า ไปทิศไหนก่อน เพื่อถ่ายรูป เดินวนไปให้ถูกทาง มีจุดถ่ายรูปหลัก อยู่ 2 จุดจ้า  ถ่ายรูปมุมมหาชนกันใหญ่เลย นั่นคือ ตากล้องยืน ไล่ต้อนให้เข้าไปถ่ายรูปกันเลย ทั้งเดี่ยว ทั้งกลุ่ม

ออกมาเดินชมร้านค้าระหว่างทาง แล้วมาทานข้าวที่ร้านตรงข้าม ที่นั่งเพียงพอ มีทั้งหมด 7 โต๊ะได้ อาหารใช้ได้เลยนะ มื้อนี้ เจ้าของร้านดูจะโล่งใจ เมื่อเพื่อนเราพูดญี่ปุ่นออกมา 555 ได้ทานข้าวหน้าปลาไหลแล้ว เย้

เดินทางไปต่อยัง Arashiyama ด้วยสายรถเมล์ 205 อัดกันขึ้นไปให้ครบ คนอยู่ข้างบนก็ช่วยกันเบียดเต็มที่ เห็นภาพน้องนักเรียนยืนซ้อน นั่งซ้อนกัน ให้มีพื้นที่พอสำหรับคนที่กำลังจะขึ้นมา น่ารักจริงๆ   ลงที่สถานีรถไฟ Nishioji Shijo ไปลงสถานี Arashiyama ปลายทางเลย

บรรยากาศที่นี่ ดีมากกกกกก สวย ร่มรื่น สบายตา ทั้งภูเขาล้อมรอบ แม่น้ำสายใหญ่ ป่าไผ่ ร้านค้า บ้านเรือนเล็กๆ น้อยๆ น่าเดินเล่นจริงๆ แล้วเราก็เดินกันเต็มที่เลยยยยย เดินไปตามทางอ้อมขึ้นภูเขา ไปเข้าป่าไผ่ตลอดแนว ออกไปเจอศาลเจ้า แล้วกลับมาออกทางถนนใหญ่ เดินผ่านย่านร้านอาหารและร้านค้า ตรงกลับขึ้นไปยังสะพานข้ามแม่น้ำ แ่ต่ไม่ได้แวะไปที่สถานีรถไฟเลยแฮะ อีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำได้ คือ นั่งรถไฟสายโรแมนติคสั้นๆ เพียง 2 สถานี หรือ จะนั่งเรือเล่นในแม่น้ำก็ได้อีกบรรยกาศ แต่เราเลือกเดินนนนน

ทางเดินชิวๆ ริมแม่น้ำ ณ อาราชิยาม่า

ทางเดินชิวๆ ริมแม่น้ำ ณ อาราชิยาม่า

ที่นี่ไปใช้เวลาที่ร้านขายผ้าเช็ดหน้าที่มีบริการปักชื่อ ปักตัวอักษรให้ด้วย รอคิวกันยาววว เพื่อนๆ เลยสำรวจร้านบริเวณนั้นกันแบบใกล้ชิดมากกกก ซื้อนู่นนี่ชิมกันเรื่อย ทั้งไอติม เต้าหู้ ปลาย่าง ถ้าจะทานข้าวเย็นที่นี่เลยก็น่าจะได้บรรยากาศดีเหมือนกัน แต่เราตัดสินใจกลับไปโอซาก้ากัน เพื่อไปกิน ปู ย่าน Dotonbori มีงบประมาณจากกองกลางให้คนละ 5,000 เยน เราเลยจัดเต็ม จ่ายเพิ่มอีก 800 เยน เพื่อได้ชุดปูชุดใหญ่ขึ้น อิ่มมากกก มีเพื่อนอีกคนจัดเต็มกว่า สั่งชุดสุกี้มาเป็นดาวเด่น ปูอร่อย ปูสดก็อร่อย แต่ทั้งแทะ ทั้งเล็ม ปากแต่ละคนเลยมีอาการเจ่อกันหมด บ้างว่าเจ่อเพราะแพ้อะไรสักอย่าง แต่ทุกคนก็กลับมาอยู่ในสภาพปกติ เมื่อทานเสร็จไปแล้วสักพัก

ก่อนหน้าที่เราจะมาทานมื้อเย็น เราก็เดินเล่นซื้อของกันอีกรอบก่อนด้วยนะ

ค่าใช้จ่าย

ค่าเข้าสถานที่ 600+400 เยน

ค่าอาหารกลางวัน จัดเต็มกับอุด้ง ข้าวหน้าปลาไหล และคาเร่ (ที่มีเนื้อเลยต้องช่วยเพื่อนทาน) 1,250 เยน หารกับเบนจ้า

ค่าอาหารเย้น 5,800 เยน Set ปู อิ่มมากกกก

ค่าแสดมป์ 200 เยน ลายสวยงาม

ค่าโปสการ์ด 110 เยน
วันที่ 3 (14 เมษายน 2556) เกียวโต:ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ วัดน้ำใส(วัดคิโยมิสึ) ปราสาทเงิน และ กิออน

ศาลเจ้า

ศาลเจ้า

เช้าวันนี้ เราตื่นกันแต่เช้า Morning Call 5.30 น. สละอาหารเช้าโรงแรมเพื่อจะไปเกียวโตแต่เช้า โดยรถไฟสาย Kaihan Line ขึ้นที่สถานี Yodabashi มุ่งตรงไป สถานี Tambabashi และเปลี่ยนเป็นสาย Local มุ่งไป Fushimi-inari มาถึงศาลเจ้าฟูชิมิอินาริก็ 8 โมงนิดๆ สองข้างทางยังเตรียมร้านกันอยู่ ยังไม่เปิด มีศาลเจ้าใหญ่โตตั้งอยู่ เข้าใจว่า เป็นศาลาเจ้าที่สร้างใหม่ ต้องผ่านเสาแดงงงง เสาใหญ่ และเสาเล็กแบบ 2 ทางเข้าก่อน ถึงจะไปถึงศาลเจ้าดั้งเดิม ยังไม่สุดที่ตรงนี้ ยังสามารถเดินต่อไปเรื่อยๆ และยังคงมีเสาแดง และ วิวให้ชมกันต่อไป แต่สำหรับทริปเรา ดื่มด่ำกันพอแล้วจ้า ที่นี่ไม่มีเวลาเปิด – ปิด เหมาะมากสำหรับจะมาเป็นที่แรก หรือ ที่สุดท้าย

เดินทางต่อไปยังวัดน้ำใส ด้วยรถไฟสาย Kaihan Line ที่สถานีเดิม ไปลง Kiyomizu-gojo จ่ายค่าบำรุงวัดไป 300 เยน วัดนี้เปิดให้บริการตั้งแต่ 6 โมงเช้า – 6 โมงเย็น เดินจากตัวสถานีรถไฟประมาณ 1 กิโลกว่าๆ แล้วก็เดินขึ้นเนินเพื่อขึ้นไปยังวัดอีก มี 2 เส้นทาง คือ เส้นทางสายร้านค้าเยอะๆ กับเส้นทางถนน ก็เลือกเดินขึ้นทางลงทางล่ะจ้า งานนี้

เดินเข้าไปชมความงามของตัวศาลาวัดใหญ่ ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที แต่ใช้เวลาชมวิวจากภายนอกเพื่อเข้ามายังศาลา ในมุมมองของศาลาบนหน้าผากว่า 30 นาที ก็คิดในใจว่า เสียตังค์เข้ามาทำไมนิ ไปเดินดูจากจุดชมวิวเลยก็ได้ (อะนะ ไหนๆ ก็ไหน ให้ได้เดินผ่านหน่อยก็ยังดี) เดินลงไปข้างล่าง ไปต่อคิวดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ หรือ น้ำมนต์นั้นเอง มีทั้งการศึกษา(อนุมานเรื่องงานได้ด้วย) ความรัก และ สุขภาพ ส่วนใหญ่ก็สุขภาพ มีเพื่อนบอก อยากจะดื่มเรื่องความรัก แต่เกรงว่า จะโดนแซว แต่เธอก็เคยดื่มมาแล้วนะ ^^

เดินลงจากวัด ผ่านเส้นทางร้านค้า ให้ได้ชมสินค้า ชิมสินค้ากันไป เราไปแวะทานข้าวที่ร้านริมถนน ร้านนี้มีเมนูภาษาอังกฤษด้วยจ้าาาา ทาน โซบะ + ข้าว + ไก่ทอด นั่งแยกๆ กัน แต่ละโต๊ะก็แชร์กันไป

นั่งรถเมล์สาย 100 เดินทางไปยังปราสาทเงิน ผ่านทางเดินที่จะเข้าไปเป็นเส้นทางนักปราชญ์ เห็นไอติมซากุระที่นี่ เลยลองซื้อมาชิม ผลคือ ไม่ผ่านอย่างแรงงงงงงง สรุปได้ว่า ซากุระมีไว้ชม อย่าไปชิมจ้า

ปราสาทเงิน ค่าเข้าชม 500 เยน ช่างเรียบง่าย ตกแต่งโดยรอบด้วยการจัดสวนหิน แต่งหินเป็นเส้นสาย ก็สวย เรียบไปอีกแบบ ที่นี่มีทางให้ขึ้นไปชมปราสาทจากมุมบน แต่เราไม่ไป เหอ เหอ ไปเดินๆ วนๆ ถ่ายรูปมุมมหาชน พื้นที่ที่นี่เล็กนะ จากนั้นทุกคนก็ตัดสินใจว่า จะไม่เดินเส้นทางนักปราชญ์เพราะไม่มีซากุระให้ชม แต่มุ่งไปกิออนเลย ด้วยรถเมล์สายเดิม ไปลงป้าย Gion

ลงจากรถเมล์มาจะดูเหมือนเป็นถนนสายการค้า เส้นใหญ่ เดินไปสักพัก จะมีทางเลี้ยวให้เข้ามาบริเวณกิออน ซึ่งเป็นแหล่งร้านอาหาร และมีซอยเล็กซอยน้อย บรรยากาศผิดกันลิบลับซ่อนอยู่ มาแล้ว คงต้องเข้าไปนั่งทานอาหารถึงจะได้บรรยากาศที่แท้ หรือ ไปดูการแสดงชีวิตของเกอิชา แต่เราไม่ได้ทำสักอย่าง เดินเล่นอย่างเดียวเลย จนได้เวลา ก็กลับโอซาก้า ไปหาข้าวทาน เนื้อโกเบจ๋า เราจะได้เจอกันแล้ว 555

ขากลับนั่งรถไฟสาย Hankyu Kyoto Line ที่สถานี Kawarama Chi (Kyoto) เป็นสถานีที่อยู่สุดทางเดินถนนใหญ่ แล้วต้องข้ามสะพานไปก่อน ตรงไปเรื่อยๆ ก็จะถึงตัวสถานี

มาถึงโอซาก้า กลับมาแถวนัมบะอีกครั้ง แวะเข้าร้านขายขนมป๊อกกี้ ได้ป๊อกกี้แท่งยักษ์กับโคลอนแท่งยักษ์กลับมากินด้วย ซื้อมาชิมเป็นกองกลาง ก็พบว่า แท่งใหญ่ ดูดี แต่รสชาติสู้แท่งเล็กบ่ได้

วันนี้ เพื่อเจ ขอล้างตากับการทาน โอโคนามิยากิ ไปได้ร้านแถวๆ ร้านปูนั่นแหละ เพื่อนท้องถิ่นเจเคยพามา ได้นั่งด้วยกันทั้งหมด อัดเข้ามุม มีพนักงานค่อนข้างรุ่น ถ้าเทียบกับคุณลุงทั้งหลาย มาคอยทำให้ ผัดไปอย่างครึกครื้น ชิมกันหลายแบบ แต่แยกไม่ค่อยออกแฮะ ได้แต่ตอนกิมจิ เหอ เหอ ได้ชิมเบียร์กันด้วย เป็นเบียร์ปลอมนะ กินเอารส ถ้าอยากเมาก้จัดกันเอง จากนั้นไป Shopping กันต่อที่ร้าน ขายของ 24 ชั่วโมง ที่ทำเพื่อคนไทยโดยเฉพาะเลย เ้ข้าไปก็ได้ยินแต่ภาษาไทย ของที่ฝากๆ ซื้อ ที่หมด ก็เพราะคนไทยนั่นแล

กิจวัตรประจำวันของหลายๆ คน  คือ แช่เท้าในน้ำร้อน บางคนเิปิดน้ำร้อนจนควันโขมง เจ้าหน้าที่โรงแรมต้องมาเคาะเตือนเลย อีกอย่างคือ ทายานวดกันด้วย เรายังไม่ถึงขั้นนั้น แค่แช่น้ำก็สบายแล้ว

ค่าเสียหาย

ค่าเข้าชม 300 +500 เยน
มื้อเข้า ข้าวปั้น 110 เยน
มื้อกลางวัน  515 เยน
มื้อเย็น โอโคโนมิยากิ พิซซาญี่ปุ่น 1400 เยน (คนละ)

วันที่ 4 (15 เมษายน) Universal Studio Japan

วันนี้เรามาย้อนวัย มาหาความสนุก และ สีสันให้กับตัวเอง ออกเดินทางจากที่พัก เพื่อไปที่สถานี JR Osaka นั่งรถไฟ JR สาย Loop ไปลง Universal City เสียค่าบัตรกันไปคนละ 6,600 เยน ตั้งแต่เมื่อวาน โดยเจซื้อผ่านตู้กดที่ร้าน Lawson คุณต้องอ่านญี่ปุ่นได้นะ แล้วก็ใช้บัตรที่ได้เข้าได้เลย ไม่ต้องไปแลกตั๋วใดๆ

ไปถึงแล้ว ก็ถ่ายรูปมุมมหาชนกับ ลูกโลกกกกก ก่อนจะเข้าไปข้างในและพุ่งไปที่ Spider Man 4 D กันก่อนเลย เป็นเครื่องเ่ล่นที่รอนานที่สุดในวันนี้ 50 นาที สนุก ขำ น่ารักดี แอบเหวี่ยงเล็กน้อย เพื่อนน้ำมีอาการนิดๆ ไปชิวกันต่อที่ Space Fantasy คิดว่าจะชิว แต่ไม่ชิวนะ มันคือ รถไฟเหาะนั่นเอง แอบหมุนแรง วนแรง ชอบมากกก ตอนที่เหมือนเจะเข้าไปชนอุตกาบาต แสงวาบๆ สวยเชียว เครื่องนี้เล่นเอา เพื่อนเราแย่ไปหลายคน ไปต่อกับ 4 D เพื่อพักร่างกายกันสักครู่ เป็น Sesame Street ใช้จินตนาการของตัวละครพาไปนั่นเอง เราก็คิดว่า เรื่องนี้ มันจะ 4 D ยังไง

พักทานข้าว ด้วยอาหารที่ซื้อเตรียมกันไว้ แอบงกนิดนึง และเพื่อความสะดวกด้วยแหละ เลยให้เตรียมกันไว้ก่อน หาที่นั่งทาน คล้ายๆ จะไล่เ้จ้าของที่ด้วย งานนี้เราไม่เข้าดูโชว์กันเลย เพราะคิดว่า ดูไม่รู้เรื่อง ไปต่อคิวเครื่องเล่นกันดีกว่า ^^

ลุยกันที่ Jurassic Park หรือล่องแก่งงง แบบมีเรื่องราวนั่นเอง เราเตรียมตัวมาดี เสื้อกันฝนจากเมืองไทย ตัวละ 15 บาท สีสดใสมากกก ของญี่ปุ่นเค้า 400 เยน สีขาว เรือเราเลยเด่น น้ำผู้ซึ่งไม่ยอมเล่น มาเป็นตากล้องให้แทน ใช้มุขซ้อนได้ผลนะ คือ ตอนไต่ขึ้นสูงๆ เราก็เตรียมใจไว้แล้วว่า โดนแน่ เปล่า หล่นมานิดเดียว ล่องไปเรื่อยๆ ผ่านห้องที่เห็นว่าไดโนเสาร์บุกเข้ามาแล้ว จนเจอเจ้าตัวใหญ่อยู่เหนือหัว อ้าปากรอ แล้วก็วุบเลยครับท่าน  มุกคล้ายกับมัมมี่ รีเทิร์นที่สิงคโปร์ และแบบเดียวกันกับ Jurassic Park ที่สิงคโปร์เช่นกัน ถึงตอนนี้ คนอยากเล่นเครื่องเสียว ขอตัวไปเล่น Hollywood Dream Ride  คล้ายรถไฟเหาะไม่ตีลังกา แค่เกือบๆ ระยะทางยาวใช้ได้ เป็นตัวเปิดที่เห็นมาตั้งแต่ตอนเข้า เพื่อนๆ ที่เห็นเลยส่ายหัวกันท่าเดียว ท่าไม่เห็น คงได้เข้าด้วยกันแน่ เหอ เหอ เครื่องนี้ มี 2 แบบ คือ แบบเส้นทางปกติ กับนั่งย้อนหลัง เส้นทางปกติรอ 30 นาที แบบนั่งย้อนหลังรอ 120 นาที ก็ต้องตัดใจเลือกแบบปกติไป แต่แค่นี้ก็ใช้ได้นะ ลงมามีมึนๆ เหมือนเห็นปูไข่ นักแสดงช่อง 5 เล่นก่อนหน้าเราด้วย

ไปลั่นล้ากันต่อ ที่โซน Wonder Land ตัวการ์ตูนทั้งนั้น ไปเล่นท่อคล้ายสไลเดอร์ในท่อเหลือง ให้เราอยู่ในเรือยางแล้วไถลลงมา ตอนเราไปเล่นเครื่องมันมีัปํญหารอร่วม 40 นาที เสียดายมาก ถ้ารู้ จะไปเล่น Back to the Future ก่อน แล้วค่อยกลับมา เพิราะเพื่อนที่ไปเล่น Back to the Future ก่อน มาต่อคิวเล่นท่อเหลืองแค่ 15 นาทีเอง เฮ้ออออ จังหวะไม่ค่อยดี โซนนี้น่ารักดี ใครชอบถ่ายรูป ก้จัดไป

เสียดาย เรามาเร็วกันไปประมาณเดือนนึง ไม่อย่างนั้น ก็จะไ้ด้เล่น Harry Potter แล้ว

เราตัดสินใจไม่อยู่ดูขบวนพาเหรด เดินออกไปช๊อปปิ้ง และเดินร้านแถวๆ นั้น ช๊อปกันได้อีก มีคนไปเจอร้านขายเจ้าฮิปโป Moomin ได้กลับมากันหลายตัวเลย

เย็นนี้ เราจะแยกย้ายกันกิน เพราะส่วนหนึ่งอยากกินเนื้อโกเบอันลือชื่อ ขณะที่ส่วนใหญ่ ไม่กิน แต่ก่อนจะแยกย้ายกันก็พากันไป Shopping ตามความสนใจ และ การตามล่าของแต่ละคน ทั้ง ย่านเครื่องใช้ไฟฟ้า ตามหาซุปเปอร์ ขอบอกว่า ซุปเปอร์ที่นี่ ของน้อยมั่กๆ (ของที่เราต้องการอ่ะนะ) และ ตามหาเครื่องครัว

ไกด์สาว เอ้ย เพื่อนเจ พาเราขึ้น JR ไปทานเนื้อที่ย่านขายเนื้อ ขออภัย จำไม่ได้ว่าแถบไหน แต่ร้านเนื้อตลอดแนวเลยจริงๆ และมีปิดบ้างด้วย ไมปิดวันอาทิตย์ล่ะ งง ก็ไ้ด้ทานเนื้อกันไป แบบไม่ค่อยเปรม เพราะคนเชียร์ไม่คิดว่า เราจะยอมจ่ายเพื่อเนื้อโกเบชั้นดี เลยได้กินแบบทั่วๆ ไปซะส่วนใหญ่ อีกอย่าง นึกว่า เข้าผิดร้านด้วย เลยกินกันแบบกั๊กๆ หวังจะไปกินของดีกันที่ร้านจริงๆ ปรากฏ ถูกร้านแล้ว แต่เค้าแยกเมนู ร้านฝั่งตรงข้าม จะมีเนื้อเกรดดีกว่า ชิส์

ค่าเสียหาย
ค่าตั๋วเข้า Universal 6,600 เยน ไม่ได้ซื้อ Fast Track เพราะคนไม่เยอะมากกกก
มื้อกลางวัน 310 เยน
มื้อเย็น 2,200 เยน
ค่าเดินทาง Subway – ที่พัก สถานีเืพื่อขึ้น JR 200*2 เยน
ค่า JR ไป Universal City 170*2
ค่า JR ไปย่านทานเนื้อ 170*2

วันที่ 5 (16 เมษายน 2556) นาราาาาาาา กวางงงงงงงงคือ เจ้าถิ่น วัดโทไดจิ

เจ้าถิ่น ณ เมืองนารา

เจ้าถิ่น ณ เมืองนารา

เผลอแป๊บเดียว วันสุดท้ายของการเดินทางแล้ว วันนี้เราจะมาปิดท้ายด้วยการใช้บัตร Kansai Through Pass เดินทางไปยังเมืองนารา เมืองที่มีสัญลักษณ์คือกวางงงง  มุ่งหน้าสู่เมืองนาราด้วยรถไฟ Kintetsu Nara Line ที่สถานี Namba ลงสถานีสุดท้ายยยย ได้นั่งตลอดสายเลยค้าาาา งานนี้

เมืองนารา เป็นเมืองที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นเมืองเก่าอย่างแท้จริง สงบ บ้านแบบดั้งเดิม และกวางคือเจ้าถิ่นของที่นี่ เราจะเห็นกวางเป็นระยะ ตลอดทางเดินทางที่มุ่งไปสู่วัดโทไดจิ และจะเจอกับฝูงใหญ่ที่สวนสาธารณะ หน้าวัด มีขนมเซมเบ้เป็นตัวล่อให้กวางเข้าหา ถ้าคุณไม่มีขนม อย่าหวังว่ากวางจะสนใจคุณ อาจมีดมๆ บ้าง แล้วก็เดินจากไป

วัดโทไดจิ (ค่าเข้าชม 500 เยน) ก็เป็นวัดที่ใหญ่ และดูสงบ แม้จะมีนักท่องเที่ยว นักเรียนมาเยือนกันอยู่สม่ำเสมอ วันนี้ก็เช่นกัน นักเรียนประถมหมวกแดงเดินมาเป็นแถวยาว คนที่เคยมาบอกว่า วันนี้คนน้อย ก็จริง เพราะแถวที่จะต่อเพื่อลอดช่องไม้ภายในวัดช่างสั้นจริงๆ ให้เราได้ลอดกันได้อย่างสบายใจ แม้จะเจอกับนักเรียนกลุ่มใหญ่ก็ตาม ลอดกันมาได้เกือบหมดทุกคนน้าาา มีบันทึกวิดีโอไว้ด้วย คิดอยู่ว่า จะทำอะไรกับวิดิโอดี

จริงๆ จะมาที่วัด ไม่อยากเดินก็ขึ้นรถเมล์ได้ แต่เดินมาก็สบายๆ ระยะสัก 1 กิโลได้ อากาศดีด้วย อากาศอุ่นขึ้นทุกวัน จบที่ 20 องศา แวะทานข้าวกลางวันที่ถนนสายการค้าใกล้สถานี ได้ทานอาหารชุดที่คุ้นเคยคล้ายร้านฟูจิที่นี่ด้วย ใครตามหามีดญี่ปุ่นแบบ handmade ที่นี่มีนะ แต่มีอย่างละอัน ถ้าถูกใจอันเดียวก็เสร้จไป

นั่งรถไฟกลับโอซาก้า ไปเอากระเป๋าและมุ่งสู่สนามบิน ช่วงทางข้ามทะเล รถไฟสั่นมากกก ลมข้างนอกต้องแรงมากๆ เลย เพื่อนบอกว่า ถ้าพายุเข้า ก็ต้องหยุดวิ่ง เครื่องบินก็ดีเลย์กันหมด แหงสิ ผู้โดยสารเข้ามาไม่ได้นี่นา

ปิดทริป โอซาก้า เกียวโต ตามแผนที่วางไว้ ได้ครบทุกอย่าง แล้วทริปหน้าสาวๆ กลุ่มนี้จะไปที่ไหนน้า ไปแน่ เพราะยังเก็บตังค์ต่อเนื่องกันต่อไป

ค่าใช้จ่ายวันนี้
มื้อกลางวัน 780 เยนมั้ง ไม่แน่ใจ แหะแหะ เป็นอาหารชุดข้าวไก่ทอด

สรุปรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ค่าบัตร ค่ารถ ค่าเข้า ค่าที่พัก ต่อคน คนละ 57,080 เยน
ค่าอาหาร + ค่าขนม ต่อคน คนละ  25,000 เยน
มีค่าขนมจิปาถส่วนกลางด้วยอีก 30,000 เยนได้ แว่วว่าเหลือ 10,000++ สำหรับ 13 คนนะ

คนละ ไม่เกิน 50,000 บาท สำหรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก็ถือว่า ใช้ได้เลยนะ
เรทที่แลก ตั้งแต่ .34 – .32



Categories