Ras's Blog

Archive for the ‘Play’ Category

แวบมาดูผลงานของ Baby Mime ทีมที่เราเห็นตั้งแต่แรกๆ เล่นงานเทศกาลละครแบบฟรีๆ จนกระทั่งเริ่มมีพื้นที่ปิดให้คนดูเสียตังค์ ร่วมเล่นกับงานละครใบ้นานาชาติ มีโชว์เป็นของตนเอง แม้จะไม่ได้ดูทุกครั้ง แต่ก็คอยให้กำลังใจเรื่อยๆ นะคะ Babymime SHOW
ครั้งนี้กับงานแสดงชุด The Teacher แด่คุณครูด้วยดวงใจ ทีม 3 คน พี่เกลือ พี่งิ่งและ พี่ทา ยังคงเต็มที่ รายละเอียดงานแสดง เอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ การมีเสียงอืออาประกอบ 555 เหรอ ก็ปกติละครใบ้มักไม่ค่อยได้ยินเสียงเลย ได้ยินก็จากทีมนี้นั่นแหละ ธีมนี้ใกล้ตัว เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี ผู้ใหญ่ดูพร้อมเด็ก เด็กดูพร้อมผู้ใหญ่ ได้อารมณ์ที่หลากหลายมากค่ะ
เป็นเรื่องปกติที่จะมักได้ยินเสียงเด็กๆ ถาม หรือ โต้ตอบ เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของละครใบ้ที่อยากให้เด็กได้มีส่วนร่วม คุณไม่ต้องนั่งเงียบกริบ ผู้ใหญ่ก็คอยช่วยอธิบายได้ แต่ก็ไม่ต้องให้ได้ยินทั้งห้องนะคะ ทำให้ได้เห็นการเข้าใจเนื้อเรื่องที่แตกต่างกันไป บางครั้ง เรื่องยังไม่จบ ที่เราเข้าใจในขณะนั้นก็อาจไม่ใช่ จนดูจบ อาจยังต้องถกเถียงกันต่อไป แต่ไม่มีใครผิดใครถูกจ้า
23130878_1700399326639890_1702562972450023349_n
กับเวลา 45 นาทีเต็ม เรื่องสั้นๆ หัวใจหลักคือคำว่าครู เปิดกันด้วย
ผิดเป็นครู (แสดง 3 คน) ฝึกทหารจ้า แล้วให้แต่ละคนทำตามคนแรก ทำผิดเหรอ โดนฆ้อนทุบหัว พร้อม ปาเจรา จริยา โหนตุ
อาวุธครู สารพัดอาวุธของคุณครูที่มีไว้จัดระเบียบเด็กๆ เราก็ต้องตั้งใจดูให้รู้ว่า อาวุธเหล่านั้นคืออะไร
ครูช่าง เมื่อเป็นครูโรงเรียนช่าง ก็ต้องจัดการกับนักเรียนช่างผู้แต่งตัวและพกสารพัดอาวุธ ตอนนี้ก็เช่นกัน มาเดากันว่าแต่ละอย่างที่เด็กแต่งตัวมา หรือ พกมาคืออะไรบ้าง
ครูอนุบาล ผู้ปกครองมักมารับเด็กช้า ก็ต้องอยู่เป็นเพื่อนเด็ก หาทางเล่นหรือปลอบเด็กอย่างเต็มที่ และสุดท้ายเมื่อพ่อแม่มารับ เด็กก็วิ่งไปหาพ่อแม่อย่างรวดเร็ว แอบซึ้งตรงเด็กวิ่งกลับมากอดอีกครั้งก่อนไป
ครูใหญ่ ในที่นี้คือ ครูใหญ่ของนักเรียนแพทย์ ชอบแนวคิดนี้ ดูจะน่ากลัว นักเรียนแพทย์เจอครูใหญ่หลอกบ้าง แกล้งบ้าง ลากไส้ออกมาให้ดูกันเลย แต่สุดท้ายก็คอยช่วยจนเรียนรู้ได้สำเร็จ
ครู = เรือจ้าง เล่าเรื่องของ ครูในฐานะเรือที่พาข้ามฟาก คอยแนะให้เด็กเรียนรู้หนังสือ เป็นระดับขั้นไป จนถึงขั้นเติบใหญ่ ชี้แนะให้มองโลกกว้างบ้าง อย่ามุกมุ่นแต่กับตำราเพียงอย่างเดียว สุดท้าย ครูก็จากไป เด็กคนนั้นก็ขันอาสามาเป็นเรือจ้างต่อแทน ปิดท้ายด้วยทั้ง 3 คนในฐานะเรือจ้าง แสงสวย มุมดี นี่แหละที่อยากเก็บไว้ แต่ไม่ทัน
ภาพรวมทั้งหมด ขำเล็กๆ ยิ้มมุมปาก ตัวเองไม่ได้ขำ แต่ขำเด็กก็มี ซึ้งก็มีนะ ชุดดำล้วน เสริมด้วยเสื้อกั๊กที่เป็นสีประจำตัว ถือติดมือมาพอให้รู้ แต่ทั้งโชว์คือชุดดำจ้า ตามสถานการณ์การไว้อาลัย งานนี้ปิดเสียงมือถือ งดเล่นสื่อโซเชียลใดๆ แต่ให้ถ่ายรูปได้แฮะ เราก็ตั้งใจดู เลยไม่ได้คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาเท่าไหร่ แต่ใจจริงก็อยากได้ช็อตสุดท้ายเก็บไว้ เรียบง่าย แต่เพลิดเพลิน เห็นผู้ปกครองพาลูกเล็กมาดูกัน ส่วนเราขอเป็นพาแม่วัย 70 กว่ามาชม ที่สำคัญแม่เลี้ยง 555
ครั้งนี้ตั้งใจมาชม นิทรรศการ พระราชาในดวงใจด้วย มาแล้วก็อยากดูละครใบ้ ของ Baby Mime ซึ่งเป็นหนึ่งในละครของเทศกาลละครกรุงเทพด้วย ก็จัดสรรเวลาให้ได้ครบทุกกิจกรรมที่ตัองการ
วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 รอบ 18.00 น. เล่น 2 รอบ 18.00 และ 20.00 น. มีฝากโปรโมทด้วย แล้วใครจะมาทันละคะ จบก็ 19.10 ละ ก็ขอให้เต็มละกัน
ผู้ร่วมขบวนการ พี่สาวและแม่
บัตรราคา 450 บาท
22886301_10155906199997002_8906290654084533247_n

dracula-2015-poster

ละครเวที ละครพูด เรื่อง Dracula จากหนังสือ เขียนโดย  Bram Stoker ทำออกมาแนวเดียวกับหนังสือ จะไม่เหมือนหนังที่เราเคยดู เรื่องจะดาร์กกว่า สู้กับพระเจ้า ความเชื่อ กดดันกว่า  ว่ากันด้วยเรื่องของท่านเคาน์ที่ต้องการจะออกหาเหยื่อในที่ใหม่ๆ ทนายหนุ่มแห่งลอนดอนผู้โชคร้ายกลายเป็นเหยื่อและนำพาท่านเคาต์มาสู่เมืองลอนดอน ออกล่าเหยื่อสาวสวย โดยมีหญิงสาว ลูซี่ เป็นเหยื่อรายแรกๆ หมอโรงพยาบาลโรคจิต ผู้หลงรักลูซี่พยายามหาทางช่วยเหลือ ติดต่อ แวน เฮลซิ่งมาช่วยจนเจอต้นตอของอาการป่วย จากเชื่อแต่เพียงวิทยาศาสตร์ ก็ต้องเปิดใจยอมรับถึงสิ่งที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ แต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลือลูซี่ได้ทัน เธอตาย และกลายเป็นผีดิบสาว ซ้ำยังต่อเนื่องมายังหญิงสาวอีกหนึ่งคน มีน่า คู่หมั้นของทนายหนุ่มนั่นเอง เสริมทัพด้วย คนไข้ของรพ.บ้า เรนฟิลด์ ที่อุทิศตนให้กับท่านเคาท์ คอยเรียกหา Master อยู่ตลอดเวลา แต่สุดท้ายก็ตายด้วยน้ำมือของเท่านเตาท์นั่นเอง

ชายหนุ่มทั้งสามกำจัดดินทั้งหมดที่ท่านเคานต์ขนมาจากบ้านเกิด จากความเชื่อที่ว่า ท่านเคาต์จะต้องนอนบนดินจากบ้านเกิดของตัวเองเท่านั้น จนท่านเคานต์ต้องหนีกลับไปยังทรานซิเวเนียบ้านเกิด ทั้งสามก็ยังคงไล่ตามท่านเคาต์ไปผ่านการเชื่อมต่อของมีน่าที่ได้ถูกดูดเลือดและได้รับเลือดจากท่านเคาต์ ทำให้สามารถรับรู้ซึ่งกันและกันได้ มีน่าเป็นที่ถูกใจของท่านเคาต์ ต้องการให้มาอยู่เป็นทาสรับใช้คู่ใจ แต่มีน่ายังคงเป็นตัวของตัวเองอยู่ จึงหาทางเอากระเทียมเข้าปากท่านเคาต์ผ่านการจูบได้ ทำให้ท่านเคานต์อ่อนแรง ร่วมกับ 3 หนุ่ม ทั้งบทสวด ทั้งการตอกลิ่มลงหัวใจ เหล่าความเชื่อที่ว่าสามารถฆ่าแดรกคิวล่า ถูกนำมาใช้ได้ทั้งหมด เป็นอันปิดฉากชีวิตของท่านเคาต์ ขณะที่มีน่าได้รับการรักษาจนหายในที่สุด

นักแสดงหลักต่างชาติ มีพลังกันมาก ทั้ง เรนฟิล คุณหมอ และ แวน เฮลซิ่ง ว่าแต่ มือปราบแวมไพร์นี่ต้องชื่อนี้เท่านั้นใช่ไหม ทั้งสามคนเอาเวทีอยู่ แต่นักแสดงหญิงยังดูด้อยๆ เวลาพูดยังฟังดูเป็นตะโกนอยู่เลย ส่วนฮิวโก้กับบทท่านเคาท์ ก็ขออีกสักนิด พลังบนเวทียังไม่ได้ แต่ Look กินขาดจ้า 5 รอบแรกเป็นนักแสดงต่างชาติจากโรงละครของเชค สเปียร์มาเล่น ทำให้อยากรู้เลยว่า จะทรงพลังแค่ไหน

โปรดักชันดีงา่ม โดยเฉพาะฉาก ดูหม่น ดูเป็นปราสาทลึกลับ ดูมิมิติ แต่คนบอกคิวฉากเสียงดังไปนะ เรานั่งเกือบหลังสุดไง ได้ยินชัดเจน ผู้ชมฝรั่งด้านหน้าไปอีก 2 แถวก็ได้ยิน หันมามองเรื่อยเลย พอเบรกเลยแจ้งเจ้าหน้าที่ ได้ย้ายที่กันโดยถ้วนทั่ว เค้าบอกว่า รอบอื่นได้ยินแค่แถวหลังสุด เราผิดที่หูดีสินะ แต่คนดูน้อยมากกก ด้านล่าง ไม่ถึง 100 คนเลย ไม่รู้ข้างบนสักกี่คน ทั้งหมดเล่น 20 กว่ารอบ เป็นอย่างไรบ้างเนี่ย

ใครรุ้ไหมว่า เรื่องนี้เป็นละครพูด แถมภาษาอังกฤษด้วยนะ (พยายามดูคำแปลอยู่ แต่หลังๆ ช่างมัน ฟังเท่าที่ได้) ไม่รู้จ้า คนอยากดูยังไม่รู้เลย นึกว่าเป็นละครเพลงไปซะงั้น แค่มีเพลงช่วยโปรโมท แต่เพลงเพราะดี ให้ฟิวมาก https://www.youtube.com/watch?v=Kokz93RK8WU

ถามว่า แนะนำไหม คือ เรื่องก็ค่อนข้างเฉพาะกลุ่มแล้ว เป็นละครพูดภาษาอังกฤษอีกต่างหาก ขนาดเราที่ค่อนข้างชอบดู มาดูแล้วยังมึนๆ ก็น่าเห็นใจล่ะ จริงๆ ถ้าเล่นโรงเล็กกว่านี้ บรรยากาศคนดูน่าจะดีกว่านี้นะ แต่ก็ต้องลองแหละเนอะ ของเค้าก็มีคุณภาพแหละ

โรงละครสยามพิฆเนศ รอบ 19.30 น. 27/02/59

ผู้ร่วมขบวนการ ครอบครัว

เลิกภาพจากข่าวหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

เลิก บทประพันธ์ดัดแปลงจากบทละครฝรั่งเศสเขียนโดย Pascal Rambert ที่ท้าทายความสามารถนักแสดงรวมทั้งผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง ด้วยบทบาทของคู่รัก 2 คน แอ๊ด และ ฮีน กับสถานการณ์ที่ฝ่ายชายนัดเจอฝ่ายหญิงเพื่อบอกเลิก กับบทพูดทีละคนอย่างยาวนานกว่า 45 นาที มีการโต้ตอบด้วยท่าทาง สีหน้าและแววตา แต่ไม่ใช่คำพูด อะไรทำให้คนๆนึงยอมฟังอีกผ่ายพูดโดยไม่โต้ตอบอะไร ขณะที่คนดูก็ต้องมีสมาธิอย่างแรงกล้า เพื่อที่จะฟังคำพูด จับเรื่องราวให้ทัน กับฉากสีขาวโพลนที่เรียบง่าย ให้ความสนใจแค่ตัวละครเท่านั้น

แอ๊ด พูดค่อนข้างเร็ว ท่าใหญ่ คำดูเวอร์ ทำให้บางครั้งไม่แน่ใจว่า พูดอะไรบ้าง คือ ไม่เข้าใจอ่ะ มาบอกเล่าถึงความอัดอั้นตันใจทั้งหมดตั้งแต่คบกันมา เหมือนโลกทั้งใบเป็นโลกของฮีน ไม่ใช่ของตนเอง

ฮีน พูดค่อนไปทางเบา แต่เข้าใจ มีจังหวะที่อัดแรงแบบเหลืออด คำผรุสวาทจัดมาเต็ม จังหวะอ้อนวอน ขอให้กลับมาดีกัน และในที่สุดก็ตัดใจ

การโต้ตอบทางอารมณ์ทำได้ดีนะ ฝ่ายชายชัดมากกก ร้องไห้แบบไม่ลืมหูลืมตาเลย จากช่วงแรกมายิ่งใหญ่มาก แต่พอใกล้จบเหลือตัวเล็กนิดเดียววว มาบอกเลิกเค้าไม่ใช่เหรอ (อินค่ะ)

ดูไป คนดูก็รู้สึกกดดันนะ เหมือนว่า เรามาแอบฟังอะไรเค้าทะเลาะกันอยู่นั่นแหละ ภาวะจริงคงเดินหนีไปนานแล้ว พอจบแล้วถึงกับโล่ง เลิกอึดอัดซะที แต่ถามว่าสุดท้ายแล้วจะเลิกกันไหม ดูอ่อนแอกันแล้วทั้งคู่

บริบทของบทพูดกันตั้งแต่เรื่องความสัมพันธ์ ยันเพศสัมพันธ์ ถือเป็นละครเวที 18+ นะคะ ^^ มีจอบทภาษาอังกฤษขึ้นด้วยนะ แอบจับผิดอยู่บ้าง ด้วยการเหลือบไปมองว่า พูดตรงไหมน้า ปรากฏค่อนข้างเปีะกันเลย รอบนี้ พล ตัณฑเสถียรมาดูด้วย ก็แนวเค้าเนอะ สนับสนุนละครเวทีอยู่แล้ว

ห่างหายจากละครเวทีโรงเล็กมานาน กลับมาอีกครั้งก็ยังคิดถึงบรรยากาศเก่าๆ ปัจจุบันมีละครโรงเล็กมากขึ้น อาจต้องจัดสรรเวลาไปเยือนบ้างละ ชักคิดถึง แต่ขอเลือกเรื่องแบบเฮฮาหน่อยนะ จะมีไหมนี่ ส่วนใหญ่จะค่อนข้างซีเรียส ดราม่ากันทั้งนั้น

หลังจบมีการเสวนากันต่อด้วย กับผู้กำกับ พี่หนิง นี่นา ยังคงอยู่ในวงการและแวดวงการละครและการศึกษาต่อไป เคยร่วมทำธีสิสของพี่เค้า อาจารย์ชัยวัฒน์ บุนนาคก็มา ว่าอยู่หน้าคุ้นๆ อาจารย์มีจดบันทึกข้อคิดเห็นด้วย ทำการบ้านมากค่ะ อยู่ฟังได้สักพักก็ออกมาก่อน มีธุระปะปังต้องไปต่อค่ะ แม้ว่าสุดท้ายจะไม่ได้ไปก็ตาม โต๊ะโตะจังจ๋า เจอกันวันต่อไปนะ

โรงละครสดใส คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บัตรราคา 600 บาท ไม่ระบุที่นั่ง อยากนั่งตรงไหนก็นั่งเถอะ งานนี้ไม่ได้เป็นเจ้าของบัตรคนแรกจ้า พอรู้ว่าต้องมาแทน พี่สาวก็ชี้ว่าต้องเป็นเรานั่นแหละ เหอเหอ

วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2557 เวลา 14.00 น.

 

นางพญางูขาว

กลับมา Restage อีกครั้ง ในรูปแบบ Musical ที่นักแสดงเป็นผู้ร้องเอง จึงต้องคัดตัวนักแสดงกันหน่อย นักแสดงนำฝ่ายหญิง ครูน้ำมนต์ งูขาว เจ้าแม่ละครเพลงคนหนึ่งอยุ่แล้ว เสริมทัพด้วย เนส af 9 งูเขียว น้องสาว พระเอกได้แก่ ชาย ชาตโยดม เรื่องแสดงได้อยู่แล้ว เรื่องเสียง ก็คลอๆ กันไป อุ้มกันไปนิด พี่สาวของพระเอก เก่งจัง นิธีวดี เล่นได้ร้าย เด็ดขาดมากก ส่วนพระฟาไห่ ได้แก่ ธานี พูนสุวรรณ คนนี้ก็เสียงแน่นอนอีกเช่นกัน  เห็นใจเรื่องเสียงก็ชายนี่แหละ หุหุ แต่ก็เอาตัวรอดนะ

 

เรื่องราวของบัณฑิตหนุ่มที่ตกหลุมรักกับ สุชิน (งูขาว) มีน้องสาว คือ ชินชิน (งูเขียว) ทั้งสองเป็นงุใหญ่ บำเพ็ญเพียรมาจนครบ 1000 ปี สามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ได้ หญิงสาวและชายหนุ่มตกหลุมรักกันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น แม้พี่สาวจะขัดขวาง และ พระผู้มีฤทธ์จะเตือนให้มีสติ ก็ไม่มีอะไรจะห้ามได้ แต่งงานกันภายในการพบเจอแค่เพียง 2 วัน

 

ทั้งสองใช้ชีวิตเช่นสามีภรรยา เปิดร้านขายยา ทำมาหากิน น้องสาวงูเขียวก็อยู่ด้วย แต่ก็เหงาๆ จึงมักชวนพี่เขยเล่น โดยเสกมนต์ให้ของหาย (โชว์เทคนิคเล็กน้อยๆ ที่เดาได้ แต่ก็เป็นกิมมิคดีค่ะ) แต่ก็อ้างว่า เป็นการเล่นกล พี่สาวรู้ก็ห้ามปราม เพื่อไม่ให้สามีผิดสังเกต เกรงความลับที่ตนไม่ใช่คนจะเปิดเผย วันหนึ่ง ท่านฟาไห่มาพบกับบัณฑิตหนุ่มและเฉลยให้ฟัง แต่บัณฑิตไม่เชื่อ จึงให้ไปพิสูจน์โดยให้สุชินดื่มยาเข้าไป ชายหนุ่มสองจิตสองใจ สุดท้ายจะห้าม แต่สุชินบอกว่า ของใดที่สามีหามาให้ถือเป็นสิ่งดี ความจริงจึงเปิดเผย ชายหนุ่มรับไม่ได้ วิ่งหนีออกไป ฝ่ายสุชินก็เผ้ารออยู่ที่บ้านด้วยความหวังว่าสามีจะคืนกลับมา อีกทั้งตัวเองก็มีลูกด้วย แม้น้องสาวจะชวนกลับก็ยังขอเลื่อนไป

 

จนวันหนึ่ง ได้รับสาน์นว่า สามีถูกท่านฟาไห่จับตัวไว้ ซึ่งเป็นแผนของฟาไห่เอง เนื่องด้วยสามีหนุ่มเริ่มคิดถึงภรรยาต้องการกลับไปหา แต่โดนกักขังไว้ล่อให้ นางงูขาวมาหา ทั้งๆ ที่รู้ว่าอาจเป็นแผน น้องสาวห้ามก็ไม่ฟัง ไปพบฟาไห่ ขอร้องให้ปล่อย ขอร้องอย่างสุภาพชนก็ไม่ปล่อย ใช้กำลังต่อสู้ก็แพ้ สุดท้ายตัวเองโดนกักขัง ส่วนสามีก็เตลิดไปตามหาภรรยาพร้อมกับลูกน้อย จนเวลาผ่านไปหลายสิบปี ฟาไห่เสียชีวิต ไร้อำนาจกักขัง จึงหลุดพ้นได้ น้องสาวมารับกลับไปอยู่ที่บ้านบนภูเขาสูง ห่างไกลจากมนุษย์เช่นเคย

 

เนื้อเรื่องแบบนิทานพื้นบ้าน มาคิดกันแบบคนสมัยนี้ ก็สงสัยทำไมต้องห้าม ก็รักกัน ไม่ได้ทำร้ายกันสักหน่อย แต่เหมือนพระจะมีความเชื่อว่า งูเป็นสัตว์เดรฉาน ไม่ควรมาอยู่ร่วมกับมนุษย์ เหรอออ มนุษย์สูงส่งนักหรือ  และการที่มีรูปโฉมที่ไม่แท้จริงเป็นการหลอกลวงมนุษย์ให้มาลุ่มหลงด้วยภาพมายา อิอิ ปัจจุบันนี้ทำศัลยกรรมกันให้เกร่อเลยค่ะ พระฟาไห่ยังชี้ให้เห็นว่า เพราะผู้ชายเลือกงูขาว ทำให้พี่สาวต้องตรอมใจตาย เ่อ่อ เอาจริงๆ พี่สาวทำตัวเองนะ น้องไปขอขมาแล้ว ก็ไม่ให้อภัย ตอนน้องอยู่ก็ไม่ได้ทำดีด้วยเท่าไหร่ จริงอยู่ว่า เลี้ยงมา แต่ก็ใช่ว่าต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป ถ้าตกลงยอมกันด้วยดี ย่อมไปมาหาสู่ให้เกิดความชื่นใจได้ แถมช่วงที่สามีพี่สาวตาย สามีจะให้ไปขอยา ตัวภรรยา/พี่สาว ถึงกับบอกว่า ให้สามีตายดีกว่า ไปขอยาจากภรรยาน้องชาย แบบนี้แล้ว น่าเห็นใจเหรอคะ ถึงบอกว่า พี่สาวร้ายได้ใจ ทำตัวเองแท้ๆ แล้วไฉนจึงมาโทษนางงูแต่เพียงฝ่ายเดียว 555 อารมณ์อิน ถ้าให้เขียน ช่วงนี้ คงโต้กันมันส์เลย

 

แต่อย่างว่า เรื่องแบบนี้ ก็ทำตามต้นฉบับกันไป เพียงแต่ถ้านำมาวิเคราะห์ วิจารณ์ โต้กันในบทปัจจุบัน หรือดัดแปลงเป็นยุคนี้ คงจะมันน่าดู เช่นเดียวกับนวนิยายไทยนั่นแหละ

 

แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อเรื่องมาเยอะแล้ว มาพูดถึงตัวละครเวทีกันบ้าง เพลงเพราะดีค่ะ ฟังได้เรื่อยๆ แต่บางครั้งก็เรื่อยมากกกก โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกกกก  พอมาครึ่งหลังค่อยตื่นเต้นหน่อย บทอารมณ์ทำได้ดีนะ สำหรับชาย ส่งมากกกก ส่วน งูขาวของเรา กับเสียงเพลง ร้องเปล่า ก็เศร้าได้อีก แม่งูเขียวก็น่ารักหมั่นเขี้ยว เสียงใสดี ท่านฟาไห่ เสียงมีพลัง ดูมีอำนาจ เก่งกาจมากกก ช่วงฉากต่อสู้เข้าใจใช้เทคนิคเลเซอร์มาช่วย ดูสวยงาม มีพลัง ท่ามกลางความเรียบง่าย แสงให้บรรยากาศแบบดี ดูนัวๆ มัวๆ ดี นับเป็นการ Restage มาในรูปแบบตัวละครร้องที่เข้าที แต่ถ้าบางช่วงตัวละครเดิมต้องร้องเองติดกันขนาดนั้นด้วยทำนองเพลงคล้ายเดิม สลับคอรัสมาร้องบ้างก็ได้นะคะ แหะๆ

 

หน้างานมีขาย ซีดีด้วย 2 เรื่อง คือ น้ำใสใจจริง และ นางพญางูขาว ในราคา 700 บาท คือ มารู้ว่า 2 เรื่องตอนหลัง ตอนแรกที่ได้ยินก็ยังแอบสะดุ้งอยู่ หา 700 แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อ เหอ เหอ ใครมีไหม ขอยืมฟังหน่อยค่ะ ^^

 

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2556 รอบ บ่าย 2 โรงละคร เอ็มเธียเตอร์

บัตรราคา 1010 บาท  แถวสุดท้าย แถวเดียวนะ ราคานี้

ผู้ร่วมขบวนการ ครอบครัว และ น้องใหม่
1 2 3 4 5 6 7 8

นักแสดงชุดเดิมกลับมาอีกครั้งกับทึนทึก ไม่ว่าจะเป็นป้าจิ๊, แหม่ม ฐิติมา, โหน่ง วสันต์, ผอูญ, หงุ่ย วราพรรณ, ปู กนกวรรณ, ศิรินุช และ พล ตัณธเสถียร ร่วมด้วย แขกรับเชิญ เหมี่ยว ปวันรัตน์และก้อง ปิยะ นักแสดงบอกว่า เหมือนกลับมาเจอเพื่อนเก่า ส่วนคาแรคเตอร์แต่ละคน ก็อยู่ในวิญญาณแล้ว เพราะเล่นกันมาเป็น 10 ป่

เรื่องราวคราวนี้ เกี่ยวกับเหตุการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลให้หนึ่งในเพื่อนพ้องกลายเป็นวิตกจริต กลัวน้ำไปแล้ว จนเพื่อนๆ ต้องช่วยกันหาทางแ้ก้ บทนี้ตกเป็นของอาจารย์สาวใหญ่ (วราพรรณ) นั่นเอง เพียงแค่ได้ยินใครพูดถึงน้ำ ก็จะรีบขึ้นที่สูง เดินทางออกนอกบ้าน ก็มาพร้อมกับเรือ และถุงยังชีพ

แค่ว่าจะเสิร์ฟน้ำ ก็กระโดดหนี พร้อมบอก น้ำมา น้ำมา น้ำมา เรียกให้ทุกคนขึ้นเรือ แม้กระแตจะยืนอยู่ข้างล่าง ก็พยายามเรียก กระแตเลยต้องทำท่าว่ายน้ำ พร้อมพึมพำ ว่ายน้ำอยู่ ว่ายน้ำอยู่ แต่ท่าว่ายน้ำนี่ โชว์อึ๋มนะคะ Lady กระแต (เป็น Lady ตั้งแต่ภาคที่แล้ว แต่ใจยังรักในงานบริการ กลับมาขออยู่กับคุณปาน โดยสร้างบ้าน ไม่สิ ปราสาทไว้ข้าง ส่วนตัวก็วิ่งมาคอยรับใช้) เพื่อนๆ สงสารก็ตามน้ำกันไป กูรู (นีโน่) ตัวไม่ได้มา แต่ภาพมา ก็ส่งคนมาช่วยรักษา กลายเป็นแม่หมอเหมี่ยว ผมขาว ภาษาเทพ พูดคนได้แค่ทีละ 3 พยางค์ และผู้ช่วย ก้อง ปิยะ คอยแปลให้ตลอด พูดยาว แต่แปลสั้น

แม่หมอวิเคราะห์ว่าเป็นเพราะกรรม ต้องไปกำจัดกรรม ว่าแล้ว ก็ให้ทุกคนแต่งขาวห่มขาว พาทัวร์ไปที่จิตของอาจารย์ เพื่อไปช่วยกัน จิตแต่ละชั้น มีวิธีแต่ละแบบ ชั้นที่ 1 ใช้เครื่องดูดผุ่น ชั้นที่ 2 ยิงหนังสติกเหมือนเกม Angry Bird โดยมีเพื่อนแต่ละคนทำตัวเป็นนก คิดได้ มีสะท้อนการเมือง แทรกเป็นระยะๆ มีรูปปู โผล่มาด้วย พร้อมบอกว่า นั่น กรรมของคนทั้งประเทศ เหอ เหอ  จนถึงชั้นสุดท้าย จิตใต้สำนึก เจ้ากรรมนายเวรกลายเป็นลูกยุง ที่อาจารย์ทำลายไปเยอะ ช่วงน้ำท่วม

ผ่านเหตุการณ์นั่นไป ทุกคนเชื่อว่า อาจารย์หายแล้ว เช่นเดียวกับอาการกลัวความสูงของป๊าจิ๊ แต่ความมาแตก เมื่อ กููรู บอกว่า คนที่มานะ ผิดคน ที่ทุกคนคิดว่า หายนะ รู้สึกไปเองงงงงงงง

ใช้เทคนิคไฟสะท้อนแสงมาเล่น มีปลาฉลามบังคับวิทยุด้วย ท่าทางบังคับยากอยู่ ก็เข้าใจประยุกต์ใช้จริงๆ

ชอบมากๆ กับภาษาเทพ ของเหมี่ยว ครึ่งแรก พูดภาษาเทพอย่างเดียว (อยากรู้ว่า ซำ้ไหม แต่เชื่อว่า มั่วบ้าง เพราะก้อง มีหลุด จะแปลซ้อนอยู่หลายที ถึงขั้นหลุดไปเลยก็มี เหมี่ยวต้องเคาะหัวเรียกสติ) ครึ่งหลัง เริ่ม พูด 3 คำ ชอบมากกับคำว่า แม่เธอสิ แปละว่า ใช่ ส่วนพ่อเธอสิ แปลว่า ไม่ใช่ 555

ผู้ร่วมขบวนการ ครอบครัว, พี่แบมพร้อมแม่ และน้าปั่นมาจองทีหลังเลยต้องแยกนั่ง

สถานที่ โรงละคร M Theater รอบวันศุกร์ที่ 29 มิ.ย. 2555 เวลา 19.30 น.

รอบสุดท้าย รอบที่ 9 ของละครเวทีเรื่อง ว้าวุ่น 2013 ไม่ได้คิดจะดูรอบสุดท้าย แต่เวลามันลงตัวพอดี บรรยากาศครื้นเครงมากกก นักแสดงเล่นกันจัดเต็ม ทิ้งทวนกันทุกคน สคริปต์เพิ่มกันมาาาา จนผู้เขียนบทต้องบอกว่า บทที่ดีๆ ผมเขียนที่มันล้นๆ มา ไม่ใช่ผมนะครับ

 

เรื่องราวของนิสิตสถาปัตยกรรม ชั้น ปี 3 ตัวละครหลักๆ มีหลายคนมากกก ค่อยๆ แนะนำกันไปโดยให้แต่ละคนช่วยกันแนะนำ เล่าเรื่องราวของเพื่อนแต่ละคนกันไป สลับกับเรื่องราวที่ค่อยๆ ดำเนิน

 

หยวก (ต้อล) “ไอ้หยวก มันอยากมีแฟนครับ แต่ตั้งแต่มันใช้ชีวิตมาปี้นี้จะครบ 20 แล้ว มันยังไม่เคยมีแฟนซักที รักใครก็ไม่เคยสมหวัง ทั้งที่วิธีจีบสาวของมันก็น่าจะได้ผล มันทำอะไรนะหรือครับ ก็แต่งเพลงกับวาดรูปให้สาวๆ ยังไงล่ะ”

 

จุ่น (เปอร์) ” มันเป็นลูกคนจีนครับ บ้านอยู่หนองมน ชลบุรี ไอ้จุ่นนี่ชอบมีความคิดแผลงๆ แปลกๆ แต่ที่อยู่คู่กับมันเหมือนเป็นอวัยวะอย่างหนึ่ง คือ การพูดเร็วแถมยังพ่วงด้วยตำแหน่งมือวางอันดับหนึ่งเรื่องขี้ลืม อีกต่างหาก”

 

ต้น (แม็ก) ” ไอ้หมอนี่ มันหล่อครับ แฟนคลับมันก็เยอะ โดยเฉพาะพวกเด็กผู้หญิง ม.ปลาย มันบอกพวกผมว่าที่มันแต่งตัวเซอร์ๆ ไม่ค่อยชอบอาบน้ำ ก็เพราะมันอยากให้ดูดีน้อยลง แต่มันก็เป็นคนจริงจังนะครับ ผมว่าสักวันมันคงได้เป็นสถาปนิกสมใจ ถ้าไม่ได้เป็นดาราไปซะกอ่น”

 

หยอย (คชา) ” หนุ่มเจ้าสำอางค์ที่สุดในกลุ่ม ไอ้หยอยแต่งตัวเนี้ยบทุกกระเบียดนิ้ว และเป็นที่รู้กันครับว่า มันขี้ประชด มันประชดได้ทุกเรื่องตั้งแต่ตัวมันเองจนถึงดินฟ้าอากาศ เชื่อไหมครับแม้แต่กับพ่อของมันเอง มันยังประชดเลย”

 

คิด (ฮ่องเต้) “นี่แหละครับ ไอ้คิด คนปากเสียประจำรุ่น มันพูดจาอะไรก็ชวนให้ตกใจตลอด แต่จริงๆ มันก็ไม่ได้มีอะไร เข้าทำนองปากไวใจหวาน ประมาณนี้แหล่ะครับ เห็นสาวๆ เป็นอดแซวไม่ได้ น่าจะจับมันตีปากซักที”

 

จัย (โซ่) “ไอจัย มันชอบทำตัวเด่น เหมือนตัวเองเป็นหัวหน้ามันรู้จักคนไปทั่วทั้งมหา’ลัย แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเขารู้จักมันหรือเปล่า แล้วมันก็ยังเป็นคนที่รู้ไปซะทุกเรื่องมันบอกว่า เรื่องชาวบ้านคืองานของมัน”

 

เปิดเรื่องเป็นห้องเชียร์ของคณะ ให้คนดูเป็นนิสิตปีหนึ่ง Freshy กันมากกก มีดุคนที่มาสายด้วย บอก เค้าห้องเชียร์สายได้ไง ประหนึ่งเป็นตัวละคร ย้ง บางกอกนาดาว โดนเล่นด้วย ถามหาเลย ให้ลุกขึ้นยืน แล้วก็บอกว่า ให้แนะนำสไปรท์ให้รู้จักด้วย ว๊ากโดยพี่จุ่น

 

จากนั้นก็พาเข้าไปให้รู้จักชีวิตของแต่ละคน ทั้งวิธีการจีบสาวขอนายหยวก ที่ถูกเผยไต๋โดย ดาวและแหวว รวมทั้ง ความอารมณ์เปลี่ยวของหยวกในเรื่องการอยากมีแฟน แอบแซวฉากชายรักชาย ใกล้ชิด ในห้องล็อกเกอร์ นำเสนอกีฬารักบี้ กีฬาสุดฮอตในยุคนั้น  เล่าถึงความขี้ประชดของนายหยอย และความขี้ลืมของนายจุ่น รวมทั้งความปากหมาของนายคิด ณ ที่นั่งบันไดหน้าคณะ แซวสาวไปเรื่อย พร้อมทั้งเปิดตัวอาจารย์ ประภัสสร อาจารย์สุดเฮียบประจำคณะ

 

เล่าถึงประสบการณ์การทำงาน ส่งงาน และตรวจงาน ที่เด็ดคือ ส่งให้อาจารย์ประภัสสร ผู้กดคะแนน และ อาจารย์วิช ผู้ปล่อยเกรด  มีการทะเลาะกันผ่านการตรวจงานของเด็ก ผลคือ ครั้งนี้ไม่มีใครผ่านการตรวจงานเลยสักคน แต่พอมาเจอ นิสิตอีกคู่ คือ อ้อยและ ต่อ คู่แฟนที่ทะเลาะกันอยู่  ก็มาทะเลาะกันผ่านการส่งงานเช่นกัน อาจารย์เลยกลายเป็นฝ่ายงงแทน ซึ่งเพื่อนๆ ก็พยายามปลอบใจต่อ ด้วยเพลง เข้าใจ ของเฉลียงนั่นเอง เป็นการเล่าที่มาของเพลงไปในตัว

 

พูดถึงบรรยากาศในห้องทำงาน และ เป็นห้องนอนไปในตัว ทุกคนอยู่ในชุดพร้อมนอน ชุดนอนของหยอยน่ารักมากกก มีหมวกคริสมาสต์ด้วย จุ่นเครียดมาก เพราะไม่รู้ว่าตัวเองลืมไมค์ของรุ่นพี่ปี 6 คือ พี่ปาล์มไว้ที่ไหน ยังไม่พอ พอหาเงินจะมาคืนได้ ยังไม่รู้ว่าืลืมเงินไว้ที่ไหน เพื่อนๆ ก็พยายามช่วย สุดท้ายใช้วิธีเชิญผีถ้วยแก้ว เสนอให้ทำละครเวทีเพื่อหาเงินมาคืน

 

เรื่องวุ่นๆ จึงเกิดขึ้น มีการประชุมกันว่า จะทำเรื่องอะไร สุดท้าย สรุปจบที่เรื่อง บ้านทรายทองกว่า วุ่นกันต่อเรื่องตัวแสดง แหวว กับ ดาวสะกัดดาวรุ่งน้องใหม่ไม่ให้เค้าไปคัดตัวเพราะหวังบทนางเอก ตัวเองก็เข้าไปเสนอตัว ดาวสุดตัวมากกกก โดนแหววแกล้งให้กินยา เลยแสดงด้วยความทรมานมากกก เพื่อนๆ ผู้ชายชม คิดว่า แสดงจริง บอกเก่งมาก จุ่นเลยบอก จะให้บทนางเอก แต่แล้ว น้องหวาน น้องปี 1 ก็เข้ามาพอดี แถมยังทักทายกับจุ่นด้วย ซึ่งจุ่นก็งงๆ ส่วนเพื่อนๆ ดี็ดากันใหญ่ บทพจมาน พินิจนันทร์ ก็ตกเป็นของหวาน นอกจากนี้ ทั้งอาจารย์ ทั้งรุ่นพี่ ทั้งเพื่อน ก็เสนอตัวกันเพียบ ตัวละครเลยเต็มไปหมด ขณะที่สุดหล่อยอย่างต้นกลับอยากถอนตัว เพื่อนๆ ไม่ยอม จีงต่อรองว่า ขอบทน้อยๆ

 

ความน่ารักของหวาน กลายเป็นชนวนให้เพื่อนๆ เริ่มทะเลาะและกันกันเอง คิดไปเองก็เยอะ ทั้งหยอยที่คอยหาโอกาสพูดคุย ทั้งคิดที่เข้าไปป้วนเีปี้ยน หยอยมาได้ยินที่ต้นห้ามหยิกกะคิดไม่ให้ทะเลาะกันก็เข้ามาช่วยห้าม เลยได้รู้ด้วยว่า ทั้งสองแอบชอบบหวาน (เจอกันมา 2 ครั้งเอง ทั้งคู่เลย) หยอยจึงบอกว่า ทางที่ดี คือ ให้เลิกชอบหวานทั้งคู่ไปชอบคนอื่น ทั้งสอง คล้ายๆ จะยอม แต่แล้ว แหวว กับดาว ก็เข้ามาถามหยอยว่า จะให้รูปนี้กะน้องหวานเมื่อไหร่ 555 และแน่นอน นักรักอย่างนายหยอยก็ไม่พลาด ทั้งรูปวาดก็เตรียมจะให้สาวพร้อมแล้ว สุดท้าย ความเลยแตกกกก

 

ละครบ้านทรายทองกว่า ก็ได้ถือกำเินิดขึ้น โดยเปิดตัวที่ หญิงคนหนึ่งถือชะลอมและกระเป๋าเข้ามา คล้ายจะเป็นพจมาน แต่ไม่ใช่ ขณะที่พจมานตัวเจริงก็เข้ามาขอชะลอมกับกระเป๋า เพื่อจะได้เข้าบ้านสว่างวงศ์ได้ ซึ่งก็ได้ใช้จริงๆ ก่อนเข้ามีการสอบถามว่า มีชะลอม มีกระเป๋าหรือไม่ มี ถึงถือว่าเป็นตัวจริง เข้ามาได้ มาพบกับ หม่อมแม่ (อาจารย์ประภัสสร) หญิงใหญ่ (แหวว) และ หญิงเล็ก (ดาว) อาจารยืตื่นเต้นมากกก จึงนอกเรื่องเพื่อหาทางกลับไปหลังเวทีใ้ห้จุ่นบอกบทให้ กลับมาก็เลยต่อบทได้ แม้จะแปลกๆ จนเหล่าลูกศิษย์ต้องช่วยกันตบให้เข้าเรื่อง

 

พจมานอยากจะพบกับชายกลางที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ ไปเห็นผู้ชายคนหนึ่ง ยืนมาดเท่อยู่บนระเบียงบันไดจึงตะโกนเรียก หันมาปรากฏเป็นชายน้อย ที่แสดงโดยหนุ่มสุดฮอด นายต้นนั่นเอง 555 บทน้อยเลยได้บทนี้ และสุดท้ายก็ได้เจอชายกลาง โดยชายน้อยเป็นคนแนะนำ ยังไม่หมด ยังมีชายใหญ่ ชายใหญ่กว่า และชายใหญ่ที่สุด เข้ามาทีละคน ไปป์ก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ชายน้อยต้องแนะนำและตอบคำถามทีละคนจนบ่นว่า ทำไมไม่เข้ามาพร้อมกัน

 

บทรักของละครถาปัตก็มีนะ เป็นบทสนทนาที่จะหวานดีไหม เป็นการต่อปากต่อคำผ่านสุภาษิตหลากหลายสุภาษิตจนเชื่อว่า แม้แต่คนพูดเองก็คงงง และแล้วก็ถึงวันเปิดพินัยกรรม ทนายจะต้องเข้ามา แต่ยังไม่มา ชายน้องออกไปตาม แต่จะไม่ยอมกลับเข้าเวทีเพราะกลัวทำงานส่งไม่ทัน จุ่นพูดว่าแล้วแต่แล้วกัน ต้นทำท่าจะไปจริงจนจุ่นใจเสีย สุดท้ายก็กลับเข้าเวทีพร้อมทนายหยอย สมบัติตกเป็นของพจมาน หญิงเล็กรับไม่ได้วิ่งผลุนผลันออกจากบ้าน หญิงใหญ่กับหม่อมแม่ก็ตามไปด้วย ชายกลางเข้ามาพูดคุยกับพจมานคล้ายๆ จะขอแต่งงาน แต่พจมานบอก มีคนรักอยู่แล้ว นั่นคือ ทนายหยอยนั่นเอง แต่ยังไงก็ไม่รู้ พลิกกลายเป็นว่า เหล่าคุณชายและทนายหยอยเป็นเกย์กันหมด สุดท้ายก็ไล่พจมานออกจากบ้าน แล้วก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข จบแบบ YYY อีกแล้ว

 

จบละครก็มาปั่นงานส่งกันอีก เพื่อนๆ ทุกคนก็ช่วยนายต้นให้ผ่าน เป็นการ present งานที่ใช้คนเปลืองมากกกก สุดท้าย ก็เกือบตก ชีวิตการเรียนก็ดำเนินต่อไปจนจบ และย้อนกลับมาช่วยรุ่นน้อง ซ้อมเชียร์ คนดูก็กลับมาเป็นนิสิตปี 1 อีกครั้ง กับเพลง สวยเอย สวยเอย สวยอย่างนี้ อย่ามีผัวเลย เอาไว้ชมเชยให้ลมพัดเย็น น่าดู น่าดู น่าดูอีหนูหน้าแดง อีหนูหน้าแดง หน้าแดงน่าดู  ต้อนไว้ ต้อนไว้ ต้อนไว้เอาไปบ้านเรา เอาไปหุงข้าวให้แม่เรากิน หุงไม่ดี จะตีให้ดิ้น หุงไม่เสร็จ จะตีให้ตาย

 

เป็นอันจบฉาก การแสดง ละครว้าวุ่น 2013 เรื่องราวย้อนยุค แต่มุขทันสมัย ที่สอดแทรกสารพัดเรื่องราว ทั้งการเมือง และสังคม กันเต็มที่ ทั้ง ซีรีส์เรื่อง ฮอร์โมน กับฉากชายรักชาย เขื่อนแม่วงก์ คุณหญิงพจมาน นามสกุล 3 พยางค์ ไม่มีัผัดกระเพราขาย เรื่องเทปเขื่อนแม่วงก์ห้ามออกอากาศ คือ ให้ไปตัดต่อใหม่ เรื่องภาษีคนโสด และอื่นๆ ที่แทรกเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งการนอกบท เล่นกันเกิน ล้นกันเต็มที่ ทิ้งทวนรอบสุดท้าย

 

เชิญคุณอั๋น วัชระเจ้าของบทประพันธ์ และ คุณเจี๊ยบ วัชระ ผู้กำกับ มาร่วมร้องเพลง เข้าใจ และยังเปิดเพลง ขอใจแลกเบอร์โทรให้สนุกกันบนเวทีด้วย แต่เราอยู่ไม่จบ เพราะได้รับโทรศัพท์ว่า มีบัตรคอนเสิรืตให้ไปอย่างด่วน ก้เลยต้องรีบเผ่น พุ่งจาก M Theater ไป หอประชุมธรรมศาสตร์

 

สถานที่ โรงละคร เอ็ม เธียเตอร์ วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน 2556 เวลา 14.00 น.

 

บัตรราคา 1000 บาท แต่ซื้อก่อนก็มีส่วนลดจ้า

 

ผู้ร่วมขบวนการ ครอบครัว

 

 

กลับมาอีกครั้ง กับงาน Bangkok’s Fifteenth International Festival of Dance and Music งานนี้มีการแสดงมากมายยิ่งใหญ่เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 15 ปี แต่ขอโทษนะคะ งานนี้ มาชมแค่การแสดงเดียว แหะๆ งบมันจำกัดเน้ออออ

รอบบ่ายวันอาทิตย์ เด็กๆ เยอะตามคาดดดด นับเป็นการแสดงที่หนาวววววมากกกกก เปิดแอร์ติดต่อกันมาเป็นวันที่ 3 แล้ว ได้บรรยากาศเหมือนอยู่เมืองนอก เมื่อเบรค ทุกคนพร้อมใจกันพุ่งออกมาหาความอบอุ่นจากแสงตะวัน ทึ่งกับนักแสดงหญิงมากๆๆๆ สามารถเล่นได้อย่างไม่สะทกสะท้าน ด้วยเสื้อผ้าที่เน้นความสวยงาม แต่ไม่แน่ใจว่า ความอบอุ่นจะเพียงพอหรือไม่

Nutcracker เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร หลายๆ คนอาจจะคุ้นภาพกับเจ้าตุ๊กตาทหาร ใช่ค่ะ เรื่องนั้นแหละ คืนวันก่อนคริสมาสต์ที่เด็กหญิงคนหนึ่งได้ของขวัญเป็นตุ๊กตาทหาร ทำให้เธอต้องพอเจอกับ ราชาหนูและเหล่าสมุน เมืองขนมหวาน และการร่ายรำ ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมของการแสดง on ice เพื่อเปิดโอกาสให้นักแสดงได้แสดงความสามารถ คราวนี้ ช่วงแรกโชว์ลีลาในงานปาร์ตี้ ส่วนช่วงที่ 2 ก็โชว์กันที่เมืองขนมหวานนั้นแหละ

ทั้งเล่นคู่ กระโดดรับ หมุนเป็นวงกลมโดยอยู่บนพื้นบ้าง ลอยตัวบ้าง สุดแต่จะสรรหาเทคนิคกันม แต่พอดูหลายๆ ครั้งเข้า เริ่มคิดว่า ก้ไม่แปลก ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วยากนะะะะ ลีลาที่แหวกแนวโดดเด่นมาคราวนี้ กลายเป็นกายกรรมบนผ้า เป็นนักแสดงคู่ ไถลบนลานสเก็ตแล้วพาตัวเองลอยตัวไปกับเชือกผ้า ดูเด่นเลยทีเีดียว จัดทุกท่าที่เคยเห็น แข็งแรงและสวยงามมากกกกก

เด็กสาวต้องเผชิญกับการต่อสู้และพยายามช่วยเหลือตุ๊กตาทหารของเธอจนสำเร็จ สุดท้ายตุ๊กตาทหารกลายเป็นชายหนุ่มรูปงามและพาเธอท่องไปในดินแดนขนมหวาน และเฉลิมฉลองกัน แต่แล้ว เจ้าปีศาจหนูก็แอบหลบหนีออกจากการจับกุมได้สำเร็จและพยายามเข้ามาทำร้าย เด็กสาวก็ตกใจตื่น กลับมาสู่บ้านของเธอ และได้พบกับชายหนุ่มรูปงามซึ่งก็คือ หนึ่งในเด็กที่มาร่วมงานปาร์ตี้นั่นเอง 555

แสงสี ภาพ โดยรวม ไม่มีอะไรสะดุด On Ice ก้เน้นดูลีลาสเก็ตกันอยู่แล้ว แต่เวลาในการแสดง และเรื่องราวอาจจะน้อยไปสักนิด เลยเหมือนมาดูโชว์ลีลาอย่างเดียวซะมากกว่าค่ะ ถ้าเทียบกับ ซินเดอเรลล่า แล้ว ดูมีเรื่องราว ดัดแปลง ที่น่าสนใจกว่า แต่นับเป็นการแสดงที่ดีที่เป็นแรงบันดาลใจให้น้องๆ ชื่นชอบการเล่นสเก็ตได้เป็นอย่างดีนะคะ

สถานที่ หอใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

เวลา 14.30 น.

บัตรราคา 1400 บาท ลดราคาแล้วจ้า จากการซื้อ Early Bird

ผู้ร่วมขบวนการ ครอบครัว




Categories