Ras's Blog

จอร์แดน ผจญภัยในดินแดนอารยธรรม 1-10 พ.ค. 2015

Posted on: June 19, 2015

Map

จอร์แดน ไปทำไม บางคนคงนึกที่เที่ยวไม่ออกเลย ขณะที่หลายๆคนนึกถึง เพตรา The Lost City 1 ใน 7 wonder แห่งใหม่ เราเองมาก็เพราะเพตราเช่นกัน แต่ขอบอกว่า จอร์แดนมีมากกว่าที่คุณคิด โดยเฉพาะกิจกรรมต่างๆ ไม่ได้มีแค่มาชมประวัติศาสตร์อันยาวนานที่ผ่านการรุกรานของหลากหลายชนเผ่า ในหลายๆ สมัย

จอร์แดน เล็กกว่าประเทศไทย ขับรถจากเหนือจรดใต้ ก็ประมาณ กรุงเทพเชียงใหม่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย หาต้นไม้ได้น้อยมากกก ยิ่งป่าสมบูรณ์แบบบ้านเราไม่ต้องคิดถึงเลย แต่ที่นี่ก็มีความหลากหลายทางภูมิประเทศในแบบของจอร์แดน กับ ทะเลทราย Wadi Rum แนวหุบเขา ผาหิน – ทะเล Red Sea แหล่งดำน้ำอีกหนึ่งแหล่งแม้จะไม่ขึ้นชื่อเท่าในอียิปต์ – ทะเลเกลือเข้มข้น Dead sea ลอยละล่อง บำรุงผิวกันไป – แหล่งน้ำจืดโตรกน้ำแห่ง Wadi Mujib สนุก เฮฮา มันส์สุดโต่ง – ประสบการณ์กับการเดินทางด้วยยานพาหนะแห่งทะเลทรายและการขนส่ง ทั้งอูฐ ลา ฬ่อ และม้า และฝูงสัตว์ที่อยู่ได้ในสภาพแห้งแล้งและหญ้า เช่น แพะ และ แกะ

วันที่ซื้อตั๋ว คือ วันที่ผู้นำจอร์แดนประกาศสงครามกับ ISIS ก่อนหน้านั้น มีการเผาเชลยในซีเรีย ดินแดนข้างเคียงของจอร์แดน และอียิปต์ก็ยังไม่สงบซะทีเดียว ตัดสินใจรอดูสถานการณ์พร้อมๆ กับคุยกับเอเจนท์ไปด้วยว่า ยกเลิกได้ไหม แต่จริงๆ ก็ไม่มีปัญหาเพราะไม่ต้องชำระล่วงหน้าใดๆ เลย ถ้าจะเสียดายก็ต้องเป็นตั๋วเครื่องบินนี่แหละ แต่สุดท้ายเราก็ได้บิน ได้เดินทางมาเยือนจอร์แดน ได้มาลุย มาทำกิจกรรมร่วมกันอย่างสนุกสนาน จนเพลียร่างแต่ไม่เพลียใจกันเลยทีเดียว

มาที่จอร์แดน นักท่องเที่ยวจะเปรียบเหมือนดารา นักแสดง ผู้มีชื่อเสียง ชาวจอร์แดนจะส่งเสียงทักทาย Hi  Hello อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะวัยเรียน ประหนึ่งว่า ได้รับการบ้านมาว่า ทุกคนต้องทักทายชาวต่างชาติทุกวัน วันละอย่างน้อย 10 คน ประโยคต่อมาคือ Where are you from? อันนี้จะมาจากผู้ใหญ่หน่อย ถ้าเป็นเด็กๆ ทัก ไม่ต้องชวนคุยต่อนะ ตอบเท่าที่เด็กๆถามพอ เพราะเค้าจะยิ้มเขินๆ แล้วก็รีบเดินจากไป

การขอให้ถ่ายรูปเค้ามีเยอะมากก แรกๆ เราก็งงว่าเค้าต้องการอะไร หลังๆ อ้อ เค้าอยากให้ถ่ายรูปเค้า ไม่ใช่ถ่ายรูปกับเรานะ จงทำตัวให้ชิน ส่วนใหญ่ขอถ่ายเพราะอยากมีกิจกรรมร่วมด้วย บ้างก็อยากเห็นรูปตัวเองในกล้อง ก็ถ่ายให้เค้าไปเถอะ ขำๆ ดี มีพี่คนนึงในกล้องเค้านี่ น่าจะมีกับชาวจอร์แดนเยอะมากเลยนะ กล้องเค้าใหญ่ คนชอบ ขอให้ถ่ายให้ตลอด พี่เค้าก็เลย selfie หมู่ด้วยกลับเรื่อยเหมือนกัน

สาวๆ ในทริป โดยเฉพาะ อุ้มกับพี่กั้ง ขายดีมากจ้า โดยเฉพาะกับชาวเบดูอิน คนท้องถิ่นทะเลทรายของจอร์แดนเนี่ย เราถึงขั้นประมูลกันเลย ว่าเค้าจะให้อูฐเรากี่ตัว สูงสุด อุ้มทำสถิติได้ 200 ตัว ส่วนพี่กั้ง แรงกว่า ชวนอยู่ด้วยเลย ใน Little Petra ระหว่างช่องหิน มีผ้ากั้นเป็นสัดส่วนจ้า เดือดร้อนสามีกลุ่มอย่างพี่แชมป์ที่ต้องคอยอือออห่อหมกไปด้วยตลอด งานนี้ต้องขอบคุณสามีกลุ่มเป็นอย่างยิ่งค่ะ ที่ทำให้สองสาวรอดมาได้เรื่อยๆ แต่สองสาวก็ต้องแย่งชิงตัวกันนิดนึงว่า ใครจะอ้างก่อนกัน ในกรณีอยู่พร้อมๆ กัน

สามีกลุ่มของเราก็ Pop ในหมู่สาวๆ และหนุ่มๆ นะ ยิ้มให้กันอย่างหวาน เข้ามาขอถ่ายรูป เข้ามาขอแว่นตากันแดดที่สะท้อนภาพคนได้อย่างชัดเจน เกือบต้องให้ของสาวซะแล้วสิคะ

เรื่องทิป ดูเป็นที่คาดหวังของที่นี่มากๆ ที่อื่นๆ ไม่รุนแรงเท่าไหร่ แต่ในเพตรานี่ ขี่อูฐ ขี่ลา ขี่ม้า มีค่าขี่แล้วยังขอค่าทิปอีก อันนี้ไม่ได้พูดถึงที่เค้าบอกว่า รวมตั๋วที่ระยะ 900 เมตรแรกนะ เอเจนท์เองก็ย้ำเรื่องทิปมากๆ ถึงขั้นบอกตัวเลขมากให้เลยด้วย วันละ 7 – 10 เหรียญ บ้าไปแล้ว เลยต้องถามไปว่า สำหรับ 2 คนรึเปล่า เค้าบอก ถ้า 2 คน สัก 10 เหรียญก็จะขอบคุณมาก เหอๆ แต่สุดท้ายก็ให้ไป เพราะเงินกองกลางยังเหลือยู่ ถ้าไม่เหลือเยอะก็คงไม่ให้เท่านั้นหรอก

1 – 10 พฤษภาคม 2558 ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ไกด์ Gabriel ท่านว่าอย่างนั้น แต่อย่าไปจินตนาการถึงสีเขียวสดเลยนะ เรามาเมืองแห่งทะเลทราย ทริปเราเริ่มต้นด้วยการชื่นชมกับประวัติศาสตร์ ชมอารยธรรมเก่าแก่ ตั้งแต่ยุคบุกเบิก ผ่านสงคราม ผ่านมือของชาวนูบีเทียน โรมัน กรีก ครูเซด คริสต์ อิสลาม ร่องรอยของแต่ละชนเผ่าฝากทิ้งไว้ตามแหล่งประวัติศาสตร์ของจอร์แดน

บินตรงจากกรุงเทพสู่อัมมานด้วยสายการบิน Royal Jordan ถึงกรุงอัมมานเวลาเช้าตรู่ มีเจ้าหน้าที่มาคอยอำนวยความสะดวก (แอบคาดหวังว่าจะเป็นไกด์ด้วย หน้าตาดี ดูแล้วเจริญตา แต่ก็อดนะ) ทำวีซ่า on arrival ให้ ถ้ามาเป็นกลุ่มและใช้บริการของเอเจนท์ ไม่ต้องเสียตังค์ค่าวีซ่านะ ถ้าใครจะมาเอง แนะให้มาทำวีซ่าที่นี่ ไม่ยุ่งยาก หลักฐานก็ไม่ต้องมีอะไร พาสปอร์ตมาพร้อมเงินค่าวีซ่า จบ

01.1

วันที่ 1 Amman  Desert Castle: Al Karana, Quseir Amra – City Tour: Amman Citadel, Roman Theater   พัก Larsa Hotel

ถึงอัมมานแต่เช้า ยังไม่ได้แลกเงินเลย ในสนามบินมีค่าธรรมเนียมด้วย เลยไม่ได้แลกกัน ไกด์ช่วยออกค่าน้ำที่ต้องออกกันเองในแต่ละมื้อก่อน คือ ทริปนี้ ไม่ได้รวมอาหารทุกมื้อ และค่าอาหารแต่ละมื้อก็ไม่รวมค่าเครื่องดื่มนะ เป็นเหมือนกันทุกเอเจนท์เลย แวะกินมื้อเช้าร้านข้างทางก่อน มื้อแรกเป็นอะไรที่ประทับใจ สารพัดซอสจิ้มกับนานแผ่นใหญ่ ร่วมกับคล้ายคะบับไส้ไก่ อร่อยดี ลองกันอย่างเมามันส์ มื้อนี้ไกด์เลี้ยง 555 ข่าวว่า 15 JRD เอ๊งงง (1 JRD – 46 บาท) ตะลอนๆ ท่ามกลางความแห้งแล้งของผืนทราย มองไปคล้ายโบลิเวียเหมือนกันนะ ทริปนี้มีเพื่อนร่วมทริปจากเมกาใต้หลายคนด้วย รำลึกความหลังกันใหญ่เลย

กลุ่มปราสาทในทะเลทรายมีหลายที่ เราไป 2 ที่ คือ Al Karana เป็นป้อมพักสำหรับนักเดินทาง ค่อนข้างสมบูรณ์ กำแพงยังสูง ยังมีชั้นต่างๆ ให้เดินเยี่ยมชม ทั้งหมด 3 ชั้น ด้านในตรงกลางเป็นที่โล่ง มีระบบน้ำสาธารณะให้มาเติมน้ำกันได้ด้วย ฟ้าใส แดดดี นักท่องเที่ยวน้อย เจอกลุ่มเดียว ปราสาทนี้เป็นของเรา เดินทางต่อไปยัง Quseir Amra ที่นี่เป็นมรดกโลกด้วย คล้ายโรงอาบน้ำ มีลวดลายวาดอยู่ด้านใน สียังเห็นชัดเจน บอกเล่าเรื่องราวเหนือจินตนาการ เหล่าเทวดา เหล่าดวงดาว มีเจ้าหน้าที่ประจำคอยให้คำอธิบาย แต่ไกด์เราก็พยายามจะอธิบายด้วย แต่ว่า ข้อมูลก็ไม่แน่นเท่าคนในนะคะ ให้คนอื่นเล่าบ้างก็ได้ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่รู้สึกว่า ข้อมูลมั่วหรือเปล่าเอ่ยยยย

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

Al Karana

Quseir Amra

Quseir Amra

แวะทานข้าวกลางวันที่ร้านในตัวเมือง ร้านดูดีเชียว วันนี้ได้กิน แมงสาบ เอ้ย Mansaf ข้าวหน้าไก่ราดด้วยซอสโยเกิร์ตนั่นเอง เลือกได้ว่า ไก่ หรือ แกะ มีอีกจานนึงแต่จำชื่อไม่ได้แล้ว  มีขนมหวานหน้าตาดี แต่รสชาดธรรมดา ไอติมโรยถั่วพิตาชิโอรอบๆ เป็นโรล อร่อยดี  จริงๆ จะกินไอติมพิตาชิโอด้วย แต่คนขายบอกไม่แนะนำ ไอติมมันนานแล้ว เอ่อ แล้วไมไม่ทิ้งละคะ ได้ลอง Lemon Mint ซึ่งกลายมาเป็นเครื่องดื่มประจำสำหรับใครหลายๆ คน ส่วนเรา น้ำเปล่าเท่านั้นที่ต้องการ

ช่วงบ่าย ไปเดินชม Amman Citadel อยู่บนเนินเขา มองไปรอบๆ เป็นตัวเมือง และล้อมด้วยตัวเมืองบนเนินเขาอีกครั้งหนึ่ง เห็นชัดช่วงเมืองเก่าเมืองใหม่ มองไปด้านล่างก็เห็น Roman Theater  บน Citadel นี้มีพิพิธภัณฑ์ให้เข้าไปชมด้วย เก็บข้าวของเครื่องใช้ตั้งแต่ยุคดินเผา จนถึงยุคใหม่ นั่งรถไปที่ Roman Theater เดินลุยขึ้นไปชั้นบนสุดกับพี่แชมป์ มีภาพผู้นำในปัจจุบันติดเป็นสง่าอยู่ 3 รุ่น วิวด้านบนสวยดี ขาลงมีแอบเสียว แวะเข้าโรงแรม เก็บข้าวของ ไปทานข้าวเย็นกัน ตามร้านในทัวร์อีกเช่นเคย แต่ร้านนี้ดีนะ ดูเป็นร้านยอดนิยมของคนท้องถิ่น อาหารอลังการมาก แค่ซอสจิ้มนาน พร้อมเครื่องเคียงก็อิ่มแล้ว พอ BBQ เนื้อ ไก่ แกะ มานี่ เกี่ยงกันกินละ หนุ่มๆ สาวๆ ชาวจอร์แดนนั่งสูบชิชากันฉุยๆ กลิ่นแอปเปิ้ลนี่ยอดนิยมสุดละ ที่นี่ก็ลองหัดสูบกันด้วย พี่กั้งหัดตั้งนานยังไม่ค่อยพ่นควันได้ อุ้มมาทีสองที ดูโปรมากก พี่แชมป์เสมอตัว พี่กุ้งตกรอบจ้า เราไม่ได้ลอง เป็นหวัดอยู่

Amman Citadel

Amman Citadel

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

Amman Citadel

Roman Theater

Roman Theater

 

วันที่ 2 Um Qais, Ajlun, Jerash พัก Larsa Hotel  6 7 8

วันนี้เราเที่ยวกันนอกเมือง แวะแลกเงินกันก่อน เย้ มีตังค์เป็นของตัวเองแล้ว คืนเงินไกด์ที่ให้ยืมติดกระเป๋าคนละ 50 JRD มุ่งไปทางเหนือ ใกล้ซีเรีย อิสราเอล จากอัมมานขับรถไป 2 ชั่วโมง ถึง Um Qais เมืองกรีกโรมมันขนาดกลางๆ ทางเดินทอดยาว โรงละครโรมันขนาดย่อมๆ จุดชมวิวมองเห็นอิสราเอลอยู่ลิบๆ แนววิหาร เสาสูงเรียงตัวกันเพื่อบ่งบอกถึงพื้นที่วิหารขนาดใหญ่ ด้านบนมีร้านอาหารที่วิวดี เราไม่ได้ทานที่นี่นะ นักท่องเที่ยวชาวจอร์แดนมาเที่ยวกันเองเพียบเลย วันเสาร์อาทิตย์นี่นา เจอม้ากินน้ำอัดลมที่นี่ด้วย ตอนแรกก็ว่า ม้ามันคุ้ยๆ อะไรในถังขยะ พอเห็นเจ้าของเอาน้ำอัดลมให้กินนี่ get เลย

Um Qais

Um Qais

มุ่งไปสู่ Ajlun ถึงเกือบบ่ายสองแล้ว รถค่อนข้างติด เดินกันเร็วๆ ในครึ่งชั่วโมง เป็นที่รู้กันว่า ป้อม 30 นาที ข้างในสวยนะ ค่อนข้างสมบูรณ์เห็นเป็นห้องๆ ชัดเจน มีแสงลอดเข้ามาเป็นระยะ ด้านบนเป็นจุดชมวิวได้ ออกจากนี่ เดินทางไปอีก ชั่วโมงกว่าๆ เพื่อไปทานเข้ากลางวันตอนบ่าย 4 ได้ เป็นมื้อกลางวันเลทมื้อแรก หลังๆ ก็ชิน เหอๆๆ  มื้อนี้อร่อยนะ หรือหิวก็ไม่รู้ ไก่ปรุงรสใช้ได้เลย ชื่อร้าน Green Valley

Jordanian at Ajlun

Jordanian at Ajlun

Wefie at Ajlun

Wefie at Ajlun

Photo Time at Ajlun

Photo Time at Ajlun

 

ไปปิดท้ายกันที่ Jerash นับเป็นเมืองแนวกรีกโรมันที่ใหญ่ที่สุดในจอร์แดน ทางเดินกว้างขวาง หินปูพื้นตลอดแนว มีที่เลี้ยงม้าอยู่ด้านนอก ด้านในมีโรงละครตามธรรมเนียม มีลานอเนกประสงค์กว้าง เสาเรียงเป็นครึ่งวงกลม ต้องกับแสง มีวิหารหลายวิหาร ผู้คนปีนขึ้นนู่นลงนี่กันอิสระ หนุ่มๆ จอร์แดนเค้าปีนขึ้นไปข้างบนกันอย่างเท่ พี่แชมป์ขึ้นไปบ้าง ได้หนุ่มจอร์แดน ช่วยพาขึ้นไปชั้นบนสุด ยิ้มอย่างเท่ แต่ว่า เห็นชัดมากว่า กลัวค่าพี่ขา วิหารเด่นที่นี่คือ Artimis บูชาพระจันทร์ สำหรับเหล่านักล่า มองจากวิหารเห็นพระจันทร์อยู่ตรงหน้า กับแสงเย็นต้องเสาสูง ที่นี่มีมุมเด็ดคือ ถ่ายภาพให้เห็นหัวเสาหลายๆ เสา คนขายชากาแฟบนวิหารเค้าบอกมา

มื้อเย็นวันนี้ทานเอง อิ่มกันมาก เลยขอไปหาอะไรเบาๆ ตามคาเฟ่กินกัน สลัด 2 จาน ใหญ่มากกก ไอติม 2 ถ้วย อิ่มละ นอนนนนน

Jerash

Jerash

Jerash

Jerash

 

Jerash

Jerash

 

วันที่ 3 Site of Baptism,  Mt.Nebo, Madaba  St. George Church. St. John Church  พัก Mosaic Hotel

สถานที่ที่พระเยซูได้ประกอบพิธีศีลจุ่ม โดยเซนต์จอห์นเป็นคนประกอบพิธีให้ สมัยก่อน ไม่ได้ทำพิธีกันอลังการแบบนี้หรอก ก็คงช่วยๆ กันทำ ณ แม่น้ำจอร์แดน โดยฝั่งจอร์แดนได้รับประกาศจากโป๊บว่า เป็นดินแดนฝั่งนี้ ไม่ใช่ฝั่งอิสราเอล แต่ฝั่งอิสราเอลดูไฮโซ อลังการกว่ามากกก ทำบันไดปูน สถานที่กว้างขวาง ฝั่งจอร์แดนเป็นเพิงไม้ อยู๋ในร่ม แต่ไกด์ท่านว่า ฝั่งจอร์แดนมีความศักดิ์สิทธิ ไม่อนุญาตให้ใครมาเปลือยกายตามความเชื่อของบ้างประเทศได้ แต่นะมันก็ห่างกันแค่แม่น้ำจอร์แดนกัน ซึ่งแม่น้ำจอร์แดนนั้น ก็กว้างพอๆ กับคลองบ้านเรานั่นเอง อาจจะเล็กกว่าคลองบางกอกใหญ่ด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามพอได้รับการประกาศ เหล่าประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์ก็เฮโลกันมาสร้างโบสถ์ใกล้ๆ บริเวณนี้กัน ที่โดดเด่นและใกล้สุดคือ โบสถ์ของรัสเซีย แว่วว่า ให้ทุนเยอะนะ

Site of Baptism

Site of Baptism

Differences between Jordan and Isarael at Site of Baptism

Differences between Jordan and Isarael at Site of Baptism

Site of Baptism

Walking at Site of Baptism

Walking at Site of Baptism

นั่งรถต่อไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิอีกที่หนึ่ง Mt. Nebo ว่ากันว่า เป็นบริเวณที่โมเสธมายืนมองหา Promise Land ดินแดนอิสราเอลนั่นเอง ที่โบสถ์บนยอดเขาก็มีภาพโมเสคที่มีความละเอียดและใหญ่แสดงอยู่ด้วย เมือง Madaba แห่งนี้ เป็นเมืองแห่งโมเสค มีโรงเรียนสอนทำโมเสคอยู่มากมาย พูดว่าโรงเรียน แต่จริงๆ ก็คือร้านขายสินค้าด้วยนั่นเอง เราไปทานข้าวกันที่ร้าน Ayola ใจกลางเมืองเล็กๆ อย่าง Madaba ตั้งอยู่ตรงข้าม St. George Church ที่เราจะไปเที่ยวกันต่อหลังจากโดนบังคับให้ไปที่โรงเรียนสอนทำโมเสคแล้ว  โบสถ์นี้มีแผนที่ของแผ่นดินนี้ในยุคเก่าในรูปแบบของโมเสค อยู่บนพื้นโบสถ์ จริงๆ ถ้ามีคนอธิบายเรื่องลาย เรื่องที่มา คงจะสนุกมากก คือ ไกด์ท่านก็อธิบายบ้งแหละ แต่ไม่ค่อยเข้าใจ

St. George Church ,Madaba

St. George Church ,Madaba

เข้าโรงแรมจ้า วันนี้เข้าเร็วเลย Mosaic Hotel อยู่ไม่ไกล เดินเล่นในเมืองได้สบาย เลยให้พักกันสักครู่ ก่อนออกมาเดิน พี่แชมป์ ตามเคย ไปเดินมาก่อน ซึ่งก็ดี เลยพาเราไปยังโบสถ์ St.John มีประวัติของ John the baptism อยู่ด้วย จัดแสดงอยู่ชั้นใต้ดินของโบสถ์ ว่ากันด้วยความตายของนายจอห์นที่โดนบั่นหัวเพื่อคำสัตย์ของพระราชาที่ให้ไว้กับหญิงสาวที่ว่า จะขออะไรก็ได้ เราไปถึงเค้าจะไม่ให้เราเค้าแล้ว บอกว่า มีพิธีแล้ว งดให้เข้า แต่มีอีกคนใจดีมาพาเข้าไป ข้างใต้เย็น และ รวบรวมภาพจำลองของโมเสครูปต่างๆ ใน Madaba ไว้ด้วย ในแบบย่อส่วน สวยมากกกกก เจ้าหน้าที่ยังพาเราไปชมบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ใช้วิธีตักน้ำแล้วดึงถังขึ้นมาให้พรมกันโดยถ้วนหน้า คำถามคือ น้ำมาจากไหนคะ ศักดิ์สิทธิ์ยังไง เดาว่า น่าจะมาจากสายเดียวกันกับที่ทำพิธีศีลจุ่มนั่นแหละ   จริงๆ พี่แชมป์ตั้งใจพามาขึ้นหอระฆัง แต่อันนี้เข้าไม่ได้จริงๆ เพราะทางเข้าอยู่ด้านในโบสถ์ที่เค้าทำพิธีกันอยู่ เราแอบดูจากช่องบันได้ที่วนขึ้นมาเห็นด้านหน้า สุดท้าย ก็กลับขึ้นมาข้างบน แล้วเดินตามๆ คนที่จะเข้าโบสถ์ไปแวบดูอย่างสงบ ด้านข้างมีโมเสคขนาดใหญ่ให้ชมด้วย เค้าเปิดห้องให้ชมอีกตามเคย ดีจังเลย

St. John Church, Madaba

St. John Church, Madaba

St. John Church

St. John Church

ภาพจำลองโมเสคแบบเต็มรูปแบบในขนาดย่อ St. John Church, Madaba

ภาพจำลองโมเสคแบบเต็มรูปแบบในขนาดย่อ St. John Church, Madaba

 

จบรายการแถม นำโดยไกด์แชมป์ เหล่าสาวกก็ไปเดินเล่นในเมือง ช๊อปปิ้งกันกระจาย จากตอนแรกจะกินข้าวตอน 1 ทุ่ม 2 ทุ่มกว่าๆ เพิ่งจะถึงร้านจ้า Tawaheen Al Hawa ร้านแนะนำจากทัวร์ บรรยากาศโดยรวมก็สวยดีแหละ อาหารทั่วๆ ไป นั่งชิลกันสบายๆ

วันที่ 4 Wadi Mujib, Dana Nature Reserve, Shobak Castle, Wadi Rum พัก Sun City Camp

เดินทางออกจาก Madaba มุ่งสู่ Wadi Mujib ผ่าน Dead Sea ถ่ายรูประหว่างทางกันด้วย เป็นถนนเลียบทะเล ช่วงผา เหมือนเป็นจุดชมวิวและจุดพักรถไปในตัวนะ

Wadi Mujib สถานที่เที่ยวแรกๆ ที่เราระบุเลยว่า ต้องไปนอกเหนือจากเพตรา เพราะ วิดีโอคลิปที่ลุยน้ำ ฝ่าเข้าน้ำตก ลอยตัว ไถลหิน เป็นกิจกรรมที่ทุกคนประทับใจมาก แม้แม่จะมีบ่นบ้างที่ต้องไกด์นำต้องคอยดูและเป็นพิเศษ ออกอารมณ์เกรงใจ อุ้มแม่ตัวลอยเลย ขณะที่ป้าสมหญิงก็ลุยไม่หวั่น ผู้ร่วมทางวัย 70+ ก็จูงมือกันนำทีมอีก 7 ชีวิตลุยตามธารน้ำ โตรกน้ำ ไต่หิน ปีนบันได โหนเชือก สนุกมากกกกก จุดหมายคือน้ำตกสูงประมาณ 30 เมตร ด้วยเส้นทาง Siq Trail พร้อมไกด์ จริงๆ ตอนแรกเราเลือกอีกเส้นทางที่ต้องเดินรอบๆ บริเวณโตรกก่อน ฝ่าความร้อน แล้วถึงจะโรยตัวลงหน้าผาเคียงข้างน้ำตก 30 เมตร แล้วลอยตัวกลับออกมา แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเปลี่ยนเพราะเกรงว่า ผู้ใหญ่จะไม่ไหว และอาจโดนเพื่อนร่วมทริปโวยได้ว่า พามาเดินร้อนๆ ทำไม แม้จะพบกับความฉ่ำเย็นตอนหลังก็ตาม นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องนะ ทุกคนประทับใจกับกิจกรรมนี้มาก ถ่ายรูปด้วยกล้องกันน้ำ ตัวเล็ก 2 ตัว

เฮฮากันสุดๆ เมื่อเดินผ่านน้ำตกให้เจ็บตัวเล่น ไปอยู่ระหว่างม่านน้ำตก คึกคักกันสุดๆ นับเป็นความสดชื่นกลางทริป หลังเที่ยวแบบประวัติศาสตร์กันมา 3 วันเต็ม ไกด์ชื่อ Ziad มีลูกเล่น ช่างเจรจา ช่างหยอกล้อมากก ยิ่งเมื่อเทียบกับไกด์นำคนอื่นๆ ที่เดินผ่านกันไปมา ถ้ามาก็ขอแนะนำคนนี้นะ กล้ามแน่นมากกก แข็งแรงสุดๆ ใช้เวลาที่นี่กันไปร่วม 3 ชั่วโมง ได้ข่าวว่า คำแนะนำบอกว่าเส้นนี้ใช้เวลา 1.30 ชั่วโมงนะ 555 ถึงน้ำตกแล้ว เล่นกันนานนนนน ไม่มีที่อาบน้ำนะ มีแต่ห้องน้ำให้ล้างหน้าได้ แต่อีกหน่อยอาจจะมีก็ได้ ตอนนี้กำลังศูนย์นักท่องเที่ยวใหม่อยู่

Wadi Mujib

Wadi Mujib

สองผู้นำนั่งพักรอลูกหลานเดิน/ปีน/ไต่ตามมา ณ Wadi Mujib

สองผู้นำนั่งพักรอลูกหลานเดิน/ปีน/ไต่ตามมา ณ Wadi Mujib

ลอยวนกันสนุกสนาน ณ Wadi Mujib

ลอยวนกันสนุกสนาน ณ Wadi Mujib

ปีนด้วยความมั่นใจ เอาเหล็กมาติดหินเลยจ้า

ปีนด้วยความมั่นใจ เอาเหล็กมาติดหินเลยจ้า

พวกเรา ลุย

พวกเรา ลุย

ลุยน้ำตก สูงกว่า 30 เมตร น้ำแรงมากกก

ลุยน้ำตก สูงกว่า 30 เมตร น้ำแรงมากกก

นั่งรถไปทานข้าว ตามร้านในโปรแกรมทัวร์ที่อยู่ห่างเกินไปนะ เป็นร้านบุฟเฟ่ห์ประเภทให้ทัวร์ลง อันนี้ ถ้าใครไปอาจต้องคุยกันดีๆ ให้หาร้านใกล้ๆ กว่านี้ ระหว่างทาง ผ่านเมืองด้วย แวะเมืองนั้นก็น่าจะได้

Dana Nature Reserve มีเทรลให้เดินอีกเช่นเคย น่าจะอารมณ์เดินไปยังหมู่บ้านโบราณ เรามองจากจุดชมวิวเห็นเป็นหลังๆ ทำด้วยบ้านดิน รอบล้อมด้วยต้นไม้บางๆ อยู่แค่จุดชมวิวก็ยังถ่ายรูปกันนาน เจอนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล ขับรถ Dakar มากันด้วย อย่างเท่เลย แต่ถ้าให้ทำคงไม่ไหว ตากแดด ตากลม มีฝาแฝดหนุ่มน้อยน่าใสล่อตาล่าใจป้าๆ อยู่ด้วย แต่น้องเค้าเขินมากก ไม่ยอมให้ถ่ายรูป 555 ป้าๆ คงน่ากลัวเกิน เราก็เลยหันไปสนใจรถกันต่อ ถ่ายรูปกับรถจนเค้ามองเรากันเป็นแถวๆ นักท่องเที่ยวอิสราเอลต้องมีเจ้าหน้าที่จอร์แดนประกบด้วยเพื่อความปลอดภัย (ของใคร)

Dana Nature Reserve

Dana Nature Reserve

Shobak Castle เป็นปราสาทในพื้นที่สูงอีกเช่นเคย กำแพงสูงคล้ายป้อม ได้รับผลกระทบสูงมากเมื่อครั้งเจอแผ่นดินไหวประมาณ 100 ปีก่อน ตัวปราสาทถล่มหมด เป็นอีกปราสาทที่เราได้สัมผัสแสงยามเย็น จากที่นี่เดินทางอีก ชั่วโมงครึ่ง ถึง Wadi Rum ร่วม 3 ทุ่ม พลาดอย่างแรง ไม่ได้ใช้เวลาในแคมป์ช่วงเย็น ช่วงอาทิตย์กำลังตก ใครจะมาวางแผนกันดีๆ นะ ส่วนใหญ่ เที่ยวทะเลทรายแล้วจะมาจบที่แคมป์ แต่เราจะไปเที่ยวทะเลทรายวันพรุ่งนี้แทน เพราะฉะนั้น จะไปไหนก่อนก็ตามมาถึงแคมป์ก่อนแสงหมดนะ จะได้ชิลๆ กับบรรยากาศ แคมป์นี้ใหญ่มาก รับได้เป็นร้อยคน แต่มีเรามาพักกันอยู่แค่ 9 คนเท่านั้น กลางคืนก็เย็นๆ นะ ห้องอย่างหนาวเลย มีน้ำอุ่นให้อาบ มีไฟฉุกเฉินด้วย กรณีไฟตัด มี wifi บริการ แต่ตามเวลานะ และสัณญานจะแรงที่โซนที่ทานข้าว ไม่ใช่ที่พัก ห้องน้ำตรงที่ทานข้าวไฮโซมากกก ใครอยากนั่งนานๆ สบายๆ เชิญที่นั่นจ้า

ทานข้าวกันที่แคมป์ พระจันทร์ดูโตมาก ดาวก็ดูใกล้ เห็นเงาๆ ของเขาหินในทะเลทราย

Along the way with heaps of camels

Along the way with heaps of camels

ฝูงแพะ ฝูงแกะ ระหว่างทาง

ฝูงแพะ ฝูงแกะ ระหว่างทาง

Shobak Castle

Shobak Castle

Sunset at Shobak Castle

Sunset at Shobak Castle

 

วันที่ 5 Wadi Rum Full Day Jeep Tour, Little Petra พัก Sharah Mountains Hotel 3 ดาว

ตะลุยในทะเลทราย ยามสายเดินทางกันด้วยอูฐ 1 ชั่วโมง ไปไม่ไกลหรอก แถวที่พักนี่แหละ มีคนจูงอูฐเดินนี่นา ในฝูงอูฐมีตัวน้อยคอยเดินป่วนไปมาอยู่ด้วย นั่งกันพอเมื่อยขา ป้าสมหญิงพบท่านั่งที่แสนสบายคือ เอาขามาพาดคร่อมด้านหน้าซะเลย ไม่ต้องไปรั้งขาให้เมื่อยๆ แต่ถ้าอูฐตัวเล็ก หรือขายาวไปก็ไม่ถนัดนะท่านี้ แต่ไม่ใช่ปัญหาของเรา ตลอดทางเดินเราเหมือนมีอูฐอยู่เป็นเพื่อนขนาดข้างตลอดเวลา เพราะตัวที่เรานั่งเป็นตัวนำ ผูกอูฐไว้สองข้าง กลุ่มเรา 5 ตัว อีกกลุ่ม 4 ตัว ช่วงท้ายๆ ต้องขอให้เค้าถ่ายรูปใหด้วย ท่านผู้จูงอูฐทั้งสองท่านคุยกันเองตลอด ขณะที่คนขี่ก็จัดการตัวเองกันไป กลับมาที่พักเข้าห้องน้ำ รับเสบียง ขึ้นรถจิ๊ป จริงๆ เป็นรถกะบะติดหลังคาผ้าตะลุยทะเลทรายกันจ้า

Sun City Camp

Sun City Camp

Kiss

Kiss

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ไม่ร้อนมากนัก โดยเฉพาะเวลานั่งอยู๋บนรถ เราแบ่งเป็น 2 กลุ่ม รถ 2 คัน คันแรก พี่แชมป์ ป้าสมหญิง พี่แอ้ และเรา อีกคัน แม่นั่งหน้า พี่กุ้ง พี่กั้ง พี่นุ และอุ้ม พาไปชมจุดหลักๆ มักเกี่ยวข้องกับ Lawrence of Arabian ชาวอังกฤษที่ถูกส่งมาดูแลเขตนี้ในฐานะตัวแทนประเทศอังกฤษที่มีความสัมพันธ์อันดีกับชาวเบดูอินมากกก ถึงขึ้นมาสร้างบ้านแยกเดี่ยวกลางทะเลทรายเลย ขณะที่ทหารส่วนใหญ่อยู่ในเมือง ไปเยี่ยมบ้านของลอเรนซ์ ไปชมสะพานหินอันลือชื่อที่ทุกคนต้องถ่ายรูปด้วย ถ่ายจากด้านล่างบ้าง หรือ ปีนขึ้นไปยืนข้างบนบ้าง แน่นอน เราไม่พลาดในการปีนขึ้นไป 5 ชีวิต ป้าสมหญิง พี่แชมป์ อุ้ม พี่กั้ง และ เรา ปีนกันขึ้นไป ไต่หิน เดินทางแคบ ลอดทางแคบ ปีนขึ้นสูง เดินผ่านทางแคบ ไปยืนยังจุดนั้น เพื่อถ่ายรูปกันจนได้ อิอิ สวยมากกก วิวโดยรอบของ Wadi Rum ประกอบไปด้วยภูเขาหิน ผาหินรูปแบบต่างๆ จินตนาการกันได้เยอะมากก หน้าผี หน้าคน รูปร่างสัตว์ต่างๆ ทะเลทรายในปัจจุบันก็คือ ทะเลในอดีต แล้วทะเลในปัจจุบัน อาจจะเป็นทะเลทรายในอนาคตต่อไปเป็นวงเวียน แรงลม แรงน้ำ สรรสร้างลวดลายของหินเหล่านี้ ลวดลายภายในก็สวยนะ เห็นได้จากหินถล่ม หินแตกหักทั้งหลาย

ทานข้าวกลางวันกันกลางทะเลทราย เข้าห้องน้ำกันกลางทะเลทรายเช่นกัน  ได้เห็นการชงชาของจอร์แดน เข้าใจแล้วว่า ทำไมมันหวานขนาดนั้น ใส่น้ำตาลเข้าไปเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกก ปิดท้ายทัวร์ที่ร้านชาของชาวเบดูอิน มีสินค้าที่ระลึกขายด้วย แต่ก็แพงนะ มุกที่ชอบใช้คือ แม่เค้าทำเอง แรกๆ ได้ยินนึกว่าจริงๆ ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าเป็นมุกจ้า

Wadi Rum

Wadi Rum

 Um Fruth rock bridge

Um Fruth rock bridge

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เดินทางกลับไปที่พัก ขึ้นรถมุ่งไปสู่ เมืองเพตรา วันนี้เราจะแวะ Little Petra กันก่อน ทางแคบๆ พาเราเข้าไป เกือบไม่ได้เข้า เพราะเหมือนเจ้าหน้าที่จะมีเล่นตุกติก แต่มีกลุ่มนักท่องเที่ยวข้างหลังตามมาด้วย สุดท้ายก็ได้เข้า โดยไม่ต้องไปจ่ายพิเศษให้ หึหึ มีผาสลักเล็กๆ คล้ายรูปที่คุ้นเคยในเพตรา ให้เวลาถ่ายรูปประมาณครึ่งชั่วโมงแต่ไม่พอหรอกค่ะ ที่นี่เป็นอีกจุดในการชมพระอาทิตย์ตกเลย แต่ต้องลุยเดินหน่อย ขึ้นไปนั่งบนผาหินชมพระอาทิตย์ตกได้ แต่เราไปไม่ถึงหรอกนะ เลยเวลานัดไปเยอะแล้ว กลับมาต่อว่าไกด์ไปด้วย บอกว่าไม่มีอะไรได้ยังไง เข้าใจว่า เค้าจะรีบกลับไปฉลองวันเกิดกับครอบครัว แต่เล่นดักเวลากันแบบนี้ ไม่ดีเลย ที่นี่เจอเบดูอินเคราเข้ม เขียนขอบตา ประหนึ่ง แจ็ค จาก Pirate of The Caribbean มาเองเลย มาชวนพี่สาวอยู่ด้วยซะงั้น ดีนะ คุณสามีกลุ่มอยู่

มื้อเย็นทานร้านอาหารแถวๆ หน้าเพตราเลย เป็นร้านที่พูดภาษาอังกฤษได้ เพราะงั้นนักท่องเที่ยวเลยมาเยอะ แต่จริงๆ แล้วอาหารเฉยมาก และแพงมากกกกจ้า

วันที่ 6 Petra, Petra by Night พัก Sharah Mountains Hotel

ในที่สุดวันนี้เราได้เดินทางมาถึงเป้าหมายหลักของทริปอีกแห่งหนึ่ง เพตรา หรือ เมืองสีชมพู The Rose City หรือ เมืองที่สูญหายไป The Lose City เมืองนี้ถือกำเนิดขึ้นโดยชนเผ่านาบาเทียน  Nabataeans ชนเผ่าอาหรับทิ้งร่องรอยแห่งอารยธรรมจนในที่สุดก็ถูกโรมันเข้ามาครอบครอง แต่ยังคงสร้างสิ่งก่อสร้างและวัฒนธรรมเหล่านี้ไว้ แต่ที่ทำให้เมืองท่าที่เคยเป็นที่แหล่งค้าขายเครื่องหอมแห่งนี้สูญหายไป เป็นเพราะศาสนาคริสต์เริ่มเข้ามา ทำให้การบูชาเทพต่างๆ ค่อยๆ ลดไปเรื่อยๆ จนแทบไม่ได้ใช้เครื่องหอมสำหรับการบูชาเหล่านั้น ไม่ช้าไม่นาน เมืองนี้ก็ถูกทิ้งร้าง ไม่มีใครรู้จักที่นี่อีกจนกระทั่งมีนักสำรวจเข้ามาค้นพบที่นี่อีกครั้ง เมื่อกลายเป็นที่อยู่ของชาวเบดูอินไปแล้ว

มองมาจากรอบนอก แทบไม่รู้เลยว่ามีเมืองซ่อนตัวอยู่ในหุบผาหินเหล่านี้ จากทางเข้ามีม้ามาคอยท่า ที่เค้าบอกว่ารวมค่าขี่มากับค่าเข้านั่นแหละ และต้องให้ทิปต่างหาก แต่ระยะนี้เดินได้สบายนะ ประมาณ 900 เมตร จนมาถึงช่วงผาหินเป็นทางเข้าแคบๆ ลงมา มีรถม้าแบบมีที่นั่งให้บริการ จริงๆ ก็ตั้งแต่จุดเดียวกับที่ขี่นะแหละ ถ้าจะนั่งก็ต้องนั่งจากตรงนั้น แต่เราก็เดินชิวๆ ชมผาหิน ชมทางน้ำ ชมก้อนหินที่เคยสลักเป็นรูปต่างๆ หรือเป็นรูปต่างๆ ตามจินตนาการเอา เดินกันไปอีกเกือบ 1200 เมตร ก็ถึงที่หลักของทุกคนที่ต้องมาถึง The Treasury (Al-Khanzneh) ใครใคร่อยากได้มุมไหนก็จัดกันไป มีบริการนั่งบนอูฐถ่ายรูปด้วย เสียไป 2 JRD จ้า ไม่ถึง 5 นาที เมื่อก่อนเคยให้เดินเข้าไปด้านในได้ แต่เดี๋ยวนี้มีเส้นเหล็กกั้นแล้ว นัยว่าเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับโครสร้าง เหอๆๆ บางทัวร์ มาถึงตรงนี้ ถ่ายรูปๆๆๆ ก็กลับ โดยเฉพาะทัวร์จีนเป็นแบบนี้กันเยอะมากกก แต่เราไม่ เรายังลุยกันต่อ มีแอบพลัดหลงกับป้าไปแป๊บนึงด้วย เดินวนหากันซะ มาเจอยืนรออยู่ข้างหน้าบริเวณผาที่เคยเก็บศพไว้ แต่ศพไม่มีแล้ว เนื่องจากฝรั่งเศสอาสาช่วยเก็บให้ตอนที่มีการจัดระเบียบเพตราและไม่เคยได้กลับมาอีกเลย จ้าาาา อย่างเห็นต้องไปฝรั่งเศสสินะ แต่ก็มีพิพิธภัณฑ์เล็กๆ เก็บของนิดๆ หน่อยๆ ให้ชมอยู่นะ

แต่งกายมาให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปจ้า ณ เพตรา

แต่งกายมาให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปจ้า ณ เพตรา

The Treasury (Al-Khanzneh)

The Treasury (Al-Khanzneh)

เราแวะทานอาหารกลางวันที่ร้านในบริเวณนั้น มีที่ขายอาหารหลายที่เลย อาจจะแพงนิด แต่ก็ถือโอกาสนั่งพักกันสบายๆ เลย เรื่องห้องน้ำก็มีเป็นระยะๆ ค่อนข้างสะอาด หลบแดดกันด้วยแหละ ก่อนจะเดินขึ้นลงเล่นๆ แถวนั้นสักแป็บให้เห็นว่า ลวดลายผาหินด้านในที่ถูกสกัดเป็นห้องๆ แล้วนั้นมีความสวยงามและภายในยังเย็นสบายด้วย เดินต่อไปเรื่อยๆ เป็นถนนแห่งการค้า มีเสาโรมัน มีต้นไม้พุ่มใหญ่เป็นโอเอซิสเล็กๆ ในเพตราแห่งนี้ บริเวณนี้จะมีลา ม้า อูฐ พาคุณไปยังทางขึ้น Monastery (Ad-Deir) บันไดอีกเกือบพันขั้น

อูฐรอให้บริการจ้า

อูฐรอให้บริการจ้า

หินสวย แสงสวย

หินสวย แสงสวย

เราตกลงว่าจะขี่ลาขึ้นลง Monastery กันในราคา คนละ 15 JRD โดยให้ไปส่งที่ Royal Tombs แต่ขอเดินเล่นบนนถนนสายโรมันและชมศาสนสถานหนึ่งเดียวในนี้เสียก่อน จริงๆ มีโมเสคอยู่บนเนินด้วย ตั้งใจว่าจะมาดูขากลับ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป โยกซ้ายโยกขวาขี่ลาขึ้นไปข้างบนกัน ตัดสินใจถูกต้องมากกก ถ้าเดินจริงนี่กี่โมงถึงเนี่ย ใครไปเพตรา ขอย้ำว่า ไปให้ถึง Monastery นะคะ มันสวยงาม อลังการงานสร้างมากกก ใหญ่กว่าตรง Treasury มากกก ด้านบนมีจุดชมวิวด้วย แต่ไปไม่ถึงจ้า แค่นี้ก็พอแล้ว มีร้านขายน้ำให้นั่งเล่นชมบรรยากาศความสวยงามอยู่ ใครนะช่างขึ้นมาสร้าง

Monastery (Ad-Deir)

Monastery (Ad-Deir)

ขี่ลาลงไปถึงข้างล่างก็ร่วม 5 โมง เดินเล่นตรง Royal Tombs อีกนิด สวยงามอีกเช่นกัน ก่อนจะค่อยๆ เดินกลับออกไปที่รถก็ร่วมทุ่มได้ กลับไปทานข้าวที่โรงแรม เตรียมตัวสำหรับเพตรา by night นัดรถ 2 ทุ่ม ไปรวมตัวกันด้านหน้า Visitor Center มีเจ้าหน้าที่พานำเข้าไป คนประมาณ 100 คนได้ เดินตามทางท่ามกลางเทียนนับๆ พันเล่ม คิดว่า จ่ายแพงเพื่อการนี้สินะ ค่าเข้า Petra By Night 17 JRD ค่า ไปสัมผัส Treasury ยามค่ำคืน สว่างด้วยแสงเทียน พร้อมฟังดนตรีพื้นเมือง ทั้งจากเครื่องสี และ เครื่องเป่า นั่งจิบน้ำชาชิวๆ กันไป การแสดงน่าจะประมาณ 30 นาทีได้ ถ่ายรูปเล่นกันอีกพักใหญ่ เค้าเปิดไฟฮาโลเจนให้เพิ่มความสว่าง แต่ว่า มีคนไปยืนเอาแสงที่ด้านหน้าไฟ สร้างเงายักษ์บน Treasury แรกๆ คิดว่า เค้าคงไม่รู้ตัวกัน คือ เอาหน้าสว่างไว้ก่อน แต่หลังๆ น่าจะรู้นะ ก็ต้องคอยรอจังหวะกันเอา ขอบอกว่า มาถ่ายรูป แบบยืนเอียงๆ ได้แสงให้พอเห็นหน้าและไม่สร้างเงาให้เป็นที่รบกวนคนอื่นจะดีกว่านะคะ เดินกลับกันแบบช้าๆ น่าจะเป็นกลุ่มสุดท้ายเลยมั้งน่ะ

Petra By Night

Petra By Night

วันที่ 7 Red Sea  พัก Movenpick Talay Bay 5 ดาว

ออกเดินทางจากเพตรากันตั้งแต่ 7.30 น. เพื่อไปให้ถึง Aqaba ให้ทัน 9 โมงวันนี้เราจะไปดำน้ำในทะเลแดงกันจ้า ว่ากันว่า แหล่งดำน้ำที่มีชื่อเสียงอยู่ในอียิปต์ แต่ที่นี่ก็ใช้ได้นะ แม้จะได้ดำแค่ 2 ไดฟ์ แบบทรมานนิดๆ ก็ตาม เราเลือกดำน้ำกับ Alhan Dive Center สื่อสารเร็วชัดเจน มีบริการทุกวัน สามารถดำน้ำหรือสนอกเกิ้ลก็ได้ ค่าบริการดำน้ำแบบมีบัตรแล้ว เช่าทุกอย่าง 2 dive + review 100 JRD ขณะที่ไดฟ์ทดลอง รวมทุกอย่าง 2 dive เป็น 105 JRD ส่วนดำน้ำตื้นก็คนละ 45 JRD

 

Red Sea

Red Sea

 

จุดที่เราดำวันนี้ คือ Wreck เป็นบริเวณเรือจม มีความลึกพอสมควร ไดฟ์นี้ไม่เหมาะกับดำนำตื้นเท่าไหร่ แต่ถ้าอยากดำน้ำตื้นก็ให้ว่ายไปหาฝั่งได้เลย เรือลอยห่างจากฝั่งแค่ไม่กี่ 10 เมตร แต่คงจะเหนื่อยตอนว่ายกลับอ่ะ เราเหนื่อยมาก เพราะ dive leader ให้ว่ายบนน้ำไปก่อนเพื่อไป review ตรงโซนที่ตื้นหน่อย จบก็ค่อยดำน้ำว่ายกลับไปยังจุดที่ต้องดำน้ำ แต่ขอบอกว่า เหนื่อยมาก แถมมีปัญหากับฟินด้วย เค้าว่าเราตีแรงไปฟินเลยหลุด และก็เคลียร์ไม่ค่อยออกด้วย น้ำมูกมันเยอะ แหะๆ กว่าจะเคลียร์ได้ เพลียเลย นึกว่ามีปัญหาคนเดียว ปรากฏพี่สาวก็เป็น แล้วมาห่วงเราด้วย คอยหันมามองเรา สุดท้ายอาเจียนจ้า แล้วก็ไปสลบบนเรือ อ่านแล้วดูทรมานเนอะ แต่ว่า จุดนี้ก็สวยดีนะ เรือค่อนข้างครบทุกอย่าง นอนเอียงให้ปะการังและเหล่าปลาเกาะอยู่ ช่วงเสากระโดงเรือก็สวยดี มีปะการังอ่อนเกาะอยู่ ธรรมชาติไม่แปลกตา หน้าตาคล้ายๆ กับบ้านเรานั่นแหละ ขึ้นไปก็ร่วมบ่ายสองได้ แต่ได้ทานเป็นอาหารว่างนะ ยังไม่ใช่อาหารกลางวัน ออกมาเลทนิดนึง กว่าจะถึง กว่าจะเริ่มดัน เลทไปหมด ร่างกายเลยไม่ค่อยพร้อมด้วย

ไดฟ์ที่สอง Japanese Garden ลงไปคนเดียว กับ Dive Leader อีกคน ซึ่งพาพี่แชมป์กับอุ้มไป 2 คนนี้บิ้วขึ้นเลยมาทดลองดำกัน ดำครั้งแรก เก่งมากทั้งคู่ ดำกันสบายๆ รอบแรกดำทีละคน รอบสองดำพร้อมกัน รอบสามเลยได้พาเราไปอีกคน ขึ้นมาแล้วเลยให้ทิปไปนิดหน่อย คนนี้ดี คอยดูแล คอยชี้ชวน ตอนขึ้นมาจากไดฟ์แรกก็เห็นเสิร์ฟน้ำนักท่องเที่ยวคนอื่นที่มาอาศัยพักบนเรืออยู่ ขึ้นมาเราก็งง เอ๊ะ เราขึ้นผิดเรือรึเปล่า

Action

Action

Moven Pick Hotel, Talay Bay

Movenpick Hotel, Talay Bay

ไดฟ์นี้ได้เอากล้องลงละ ยกกล้องให้ไปเลย เพราะเราถ่ายไม่ค่อยสวย เค้าก็ตั้งใจถ่ายนะ เข้าไปใกล้ๆ ถ่ายออกมาชัดเชียว ถ้าให้เราเป็นถ่ายเองก็มีแต่มุมไกลๆ เรายิ่งการทรงตัวไม่ค่อยดีอยู่ อยู่ได้เกือบชั่วโมงเลย เราสะกิดเค้าเองว่า พอเหอะ เพราะเราหนาวมากกกก ที่นี่ น้ำเย็นนะคะ ประมาณ 22 องศา ชุดดำน้ำก็หนามากกก ใส่แล้วแทบไม่อยากถอดเลย น้ำไม่ค่อยเค็มเท่าไหร่ ติดหวานนิดๆ ด้วย แค่ล้างน้ำเปล่า ก็อยู๋ได้ทั้งวัน ไม่ต้องการการอาบน้ำอีกเท่าไหร่ ขึ้นมามีข้าวกลางวันรอแล้ว ตอนบ่ายสี่ครึ่ง แต่กินไม่ลงละ อาการไม่ค่อยดีเหมือนกัน ตรงกลับไปที่ center แล้วไปโรงแรมกันเลย วันนี้พักโรงแรม 5 ดาวจ้า ไปชิวๆ กัน กับโรงแรมไฮโซ สระน้ำกว้างใหญ่ แต่ไม่ได้ลงนะ แค่มาเดินเล่น เรียกความสดชื่อด้วยมาม่าต้มยำ ค่ำๆ ไปทานอาหารเย็นกันในตัวเมือง เดินทางประมาณ 30 นาที ร้านอาหารทะเล สั่งปลา สั่งปลาหมึกทอดกันเต็มที่ กินกันอิ่มหนำสำราญ แต่มีสมาชิก 2 คน ทานบุฟเฟ่โรงแรมรับบรรยากาศกันไป

วันที่ 8 Kerak Castle, Dead Sea พัก Dead Sea Spa Hotel 4 ดาว ติดทะเล

ออกสายกันนิด เพราะเมื่อคืนมีห้องที่มีปัญหา ได้รับกลิ่นบุหรี่ตอนตีสอง คาดว่าจะเพิ่งกลับจากไหนมาเลยมานั่งสูบบุหรี่ กว่าจะได้นอนก็เกือบเช้า เลยออกเลทกันนิดนึง แวะร้านขายผลิตภัณฑ์จากเดดซี ราคาประมาณนึง สรุปความได้ว่า อยากซื้ออะไรไปซื้อที่ Amman นะจ๊ะ มีทุกอย่างงง ทั้งโคลน ทั้งผ้าโพก ทั้งของที่ระลึก ส่วนยี่ห้อที่เป็นอินเตอร์ ซื้อในสนามบินโลด ไม่ต้องแบก นั่งรถกันยาว ตีจากใต้ๆของจอร์แดนมากลางๆ ค่อนเหนือ แวะเที่ยวปราสาท Kerak ระหว่างทาง เป็นปราสาทที่สวยมากปราสาทหนึ่ง และยังมีโครงสร้าง มีชั้นให้เดินลอดไปมา อยู่ใต้ดินบ้าง อยู่เหนือดินมาก มีหลักฐานว่า ที่นี่มีโรงเรียนอยู่ด้วย มุมบนเป็นวิวรอบเมือง และยังมีพื้นที่สำหรับขังคนและประหารชีวิตด้วยวิธีการกระโดดจากที่สูงด้วย โหดแท้ ช่องลมระหว่างกำแพง ลมแรงมากจริงๆ แสงก็สวยดี แม้จะไม่ใช่ยามเย็นก็ตาม

Kerak Castle

Kerak Castle

วันนี้เราทานข้าวกันที่หน้าปราสาทเลย เป็นบุฟเฟ่ มีเมนูปลาให้ตักด้วย ฤกษ์ดี เอาน้ำจิ้มไก่ลงไปด้วย เลยได้กินเป็นปลาราดพริกกันเลย เพราะน้ำจิ้มนี้มีความเผ็ดนิดๆ ขออภัย ตอนซื้อไม่ได้ชิมจ้า หยิบเลย ถึง Dead Sea ร่วม 5 โมง เช็คอินเข้าห้องพัก แต่งตัวลงไปริมทะเลพร้อมกัน ไปพิสูจน์กันว่า ลอยตัวได้จริงไหม ลอยได้ขนาดไหน โคลนพอกตัวแล้วจะเป็นอย่างไร ลุยยยย

เดินลงมาเรื่อยๆ ผ่านป้ายที่บอกว่า ทะเลเดดซีเคยอยู่จุดนี้ ประมาณ 3 – 4 จุด ระยะห่างร่วม 50 เมตรได้ ความลึกนี่ลึกมาก จริงอย่างที่เค้าว่า Dead Sea กำลังจะหายไป ริมหาดจะมีถังใส่โคลนบริการให้แขกที่จะพอกตัวพอกหน้าอยู่ ก็โปะกันให้เต็มที่ ก่อนจะลงไปลอยคอ เล่นน้ำ ยกขา ยกแขน ทำแม้แต่ลองกระโดดดึ่งๆ อยู่ในน้ำ โดยที่ขาก็ไม่แตะพื้นนั่นแหละ สนุกดีจริงๆ ข้อพึงระวังคือ ห้ามไม่ให้น้ำโดนตา ห้ามดำน้ำ น้ำทะเลเข้มข้นสุดๆ วันนี้ไม่มี Prop มาประกอบ ถ่ายรูปเล่นกันอย่างเดียว พักอยู่โรงแรมนี้ เล่นน้ำตอนเย็น พอแสงเริ่มตก เริ่มถ่ายรูปเป็นเงาแล้วนะ

ทานอาหารเย็นที่โรงแรมอีกเช่นกัน เค้าจัดที่ไว้ให้เรา สำหรับดู Belly Dance ด้วย แต่ไม่รู้ ก็เลยนั่งข้างนอกรับลมทะเลกันไป จริงๆ นั่งข้างในเย็น ไม่โดนยุง ไม่โดนควันด้วยนะ ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงจะนั่งข้างนอกกัน ไม่อยู่ในเหตุการณ์ พักผ่อนกันตามสบายเลย แต่ว่า ห้องเราอยู่ด้านเห็นทะเล ติดสระน้ำ ยังดีที่อยู่ฝั่งไกลจากเสียงดนตรี ที่ข้างๆโรงแรมประหนึ่งเปิดเธคถึงเที่ยงคืนกว่าๆ ได้มั้ง แม้จะ รีเควสขอห้องเห็นวิวทะเลไว้ แต่กลายเป็นว่า วิวสวน วิวที่จอดรถ นอนสบายกว่าเยอะเลยค่าาาาา

Sunset at Dead Sea

Sunset at Dead Sea

วันที่ 9 Dead Sea, Shopping in Amman, Um Arasa

นอนกันสบายๆ ตื่นมาทานข้าวตอน 8 โมงเช้า แล้วไปเล่นน้ำทะเลกันอีกสักรอบ คราวนี้ Prop เต็ม แสงเต็ม ลงไปริมทะเลตอน 9 โมง เห็น ลุงเจ้าหน้าที่แบกถังไปยังจุดตักโคลนริมหาดอีกด้าน ตักกันเห็นๆ โคลนธรรมชาติแท้ๆ ไม่ต้องผ่านกระบวนการอะไร คุยภาษาใบ้กันสนุกมือ แกบอกว่า โคลนคุณภาพดีจริงๆ จะสีดำ อยู่ลึกไปอีก 1 เมตร ถ้าสนใจ แกมีให้บริการอยู่ ซื้อได้ในราคา 2 JRD ใส่ขวดเล็กขนาด 600 ml ได้ เราก็เลยสั่งกัน บอกว่าจะลงมาเอาอีกครั้ง ตอนนี้ขอถ่ายรูปก่อน ระหว่างนั้นเราก็ตักโคลนสีน้ำตาลที่พอกตัวใส่ขวดกันมาด้วย ลุงเห็นคงกลัวเราไม่เอาของแก เลยเอาโคลนสีดำสนิทมาให้เราลองพอกกัน ย้ำว่า นี่คือที่จะได้ จ้า จ้า จ้า

A Guy is doing his job. Get Mud.

A Guy is doing his job. Get Mud.

Dead Sea

Dead Sea

ลอยละล่อง

ลอยละล่อง

เล่นเสร็จเราก็วิ่งขึ้นไปอาบน้ำก่อน แล้วก็ลงมาเอาของให้ทุกคน ก็สั่งไว้ 3 ขวดอ่ะนะ เรา พี่สาว และ อุ้ม ระหว่างทางเจอพี่แอ้ เลยโฆษณา พี่แอ้เลยไปนั่งรอเอามาด้วยอีกคน  ออกเดินทางกันตอนเที่ยงกว่าๆ มุ่งไปยังอัมมาน ทานข้าวบ่ายแก่ๆ อีกแล้วร่วมบ่าย 2 ได้ แล้วก็ Shopping กันกระจายเลยค่ะ จากนั้นไปฆ่าเวลากันที่ Um Arasa ใช้เวลาเดินทางเกือบ 2 ชั่วโมง ฆ่าเวลาได้ไกลมาก แต่คุ้มมากกกก เป็นอีกพื้นที่ที่มีโมเสคขนาดใหญ่ โบราณสถานค่อนข้างกว้าง อยู่บนที่โล่งสุดลูกตา คราวนี้ไม่ได้อยู่บนเขาละ ถ้าไม่ได้มาจะเสียดายมากกกกก กลับเข้าเมือง ไปหาข้าวทานในห้าง City Mall มี คาร์ฟูอยู่ในนั้นด้วย ก็ เดินดูข้าวของกันไป ห้างปิด ก็ไปนั่งรอ นอนรอที่สนามบินกัน เจ้าหน้าที่มาคอยอำนวยความสะดวกคนเดิม สุดหล่อ สวมสูทมารับ พาไปเช็คอิน พร้อมแจ้งว่า ให้น้ำหนักได้ 30 กิโลกรัม หึหึ ถ้าแจ้งก่อนนี่ กระเป๋าหลายๆ มีทะลุแน่ๆ แค่นี้นำหนักโคลนก็หนักพอแล้ว   สลบสไลกันไปตามที่นั่ง กว่าจะได้ขึ้นเครื่องก็เกือบตีสาม ถึงกทม บ่ายสองกว่าๆ เป็นอันจบทริปผจญภัยในดินแดนแห่งอารยธรรมอีกหนึ่งแห่ง จอร์แดน เราปิดจ๊อบกันแล้วนะ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

Um Arasa

 

Sunset at Um Arasa

Sunset at Um Arasa

สรุปค่าใช้จ่าย

– ค่าตั๋วเครื่องบิน Royal Jordan บินตรง เวลาดี แต่เหนื่อยหน่อย คนละ 34000 บาท สายการบินอื่นที่ถูกกว่านี้ที่เห็นคือ 2 หมื่นต้นๆ ก็เสียเวลา Stop บ้าง แล้วแต่จะเลือกกันเลย

– ค่าประกันการเดินทาง กับ Travel Guard พันกว่าบาท ลืมละ แหะๆๆ

– ค่าทริป 1368 USD รวมที่พักและอาหารบางมื้อ ไม่รวมอาหารประมาณ 8 มื้อ ไม่รวมเครื่องดื่มทุกมื้อ สังเกตว่า ทัวร์ที่นู่นส่วนใหญ่ไม่รวมเครื่องดื่มนะ

– กองกลาง 175  JRD สำหรับ ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม ค่าทิป (ให้ทิปโหดอยู่ เอเจนท์บอกตัวเลขที่คาดหวังมาเลย วันละอย่างน้อย 10 USD จ้า สำหรับ 2 คน)

– ค่าดำน้ำ 2 dive + Review 100 JRD

เราแลกเงินนอกเหนือจากค่าทริปอีก 400 USD = 280 JRD เหลือเงิน 80 JRD แลกกลับมาเป็นยูโรได้ 90 ยูโรจ้า คิดเลขกันปวดหัวเลย แฮ่

เอาเป็นว่า คิดเป็นเงินไทย ประมาณ 9 หมื่นบาทละกันนะ รวมทุกอย่างละ จะว่าสูงก็สูงถ้าเห็นราคาทัวร์ไทย แต่เราเที่ยว 9 วันเต็มๆ ลุยมันเหนือจรดใต้ คุ้มมากกกก ค่าเงินจอร์แดนแพงมากกกกก 46 บาท = 1 ดีน่า (จอร์แดนเนียน)

agent ที่ไปด้วยให้ข้อมูลเร็ว ติดตามจนน่าตกใจ เรามี Social media อะไร จะตามมาแอดทั้งนั้น สุดท้ายเราคุยหลักๆ คือ อีเมล์ กับ whatsapp จ้า ระหว่างทริปก็คอยสอบถามตลอด และมาพูดคุยด้วยตอนที่อยู่อัมมาน สำเนียงแอบฟังอย่างนิดนึง ปกติก็คุยกันด้วยภาษาอังกฤษแบบบ้านๆ อยู่แล้ว

สำหรับไกด์ เราว่า ข้อมูลยังไม่แน่นพอ แต่เราก็ไม่ตั้งใจฟังด้วยแหละบางที และบางครั้ง ไกด์ในแต่ละสถานที่ก็ต้องแน่นอนในพื้นที่ของตัวเองอยู่แล้ว ถ้ารักที่จะหาข้อมูลเยอะๆ ก็ลองคุยกับเอเจนท์ได้นะ เอาแต่รถก็ยังได้ แล้วไปจ้างไกด์แต่ละสถานที่เอา คนรถช่วยจัดการเรื่องตั๋วให้ได้อยู่ แต่นั่นหมายถึงว่าก็ต้องรอให้เค้าหาที่จอดรถได้ด้วยนะ อาจมีปัญหาบ้างในเมือง  ถ้าคนน้อยไม่เกิน 4 คน เหมาแท็กซี่เอาก็ได้จ้า ไม่ยาก ติดต่อได้จากที่พักเลย

Agent ที่ติดต่อจ้า

Mohammad Shamaseen  | Sales & Marketing Manager (CWRT)
Classic Wadi Rum Tours  
*Classic Wadi Rum Tours (Division of Classic Jordan Tours)
 Petra (Tourism St , 71810 ) & Wadi Rum(Wadi Rum Village, 66521)  
TEL: +962777054835| FAX: 0096232013783 | E01: sales@classicwadirum.com  
Email 02: classictours@live.com| Web: www.classicwadirumtours.com
ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่ะ แอบยาวอยู่เหมือนกันนะเนี่ย 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s


Categories

%d bloggers like this: