Ras's Blog

เที่ยวเอง กินเอง (ไม่)หลงด้วยนะ: โอซาก้า เกียวโต กับเพื่อนสาวววววว

Posted on: April 27, 2013

คลองรอบปราสาทโอซาก้า

คลองรอบปราสาทโอซาก้า

ทริปสาวๆ เที่ยวเอง เกิดจากการบังคับเก็บเงินร่วมกันเป็นเวลา 2 ปี จากเวียดนามที่ไปกับทัวร์ เริ่มหาญกล้า เป็นเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตนเอง สบายใจได้อย่าง เรามีผู้เชี่ยวชาญ อ่าน พูด และเขียน(ได้รึเปล่าไม่รู้) อยู่ 1 คน เสริมทัพด้วย คนที่เคยเที่ยวบริเวณนั้นมาแล้ว และยอมเสียสละไปซ้ำ กับเพื่อนๆ อีกครั้งหนึ่ง

ทำการบ้านกันมาค่อนข้างหนัก ก่อนทริปจะสรุปออกมาได้เป็นแบบนี้  แบ่งแยกหน้าที่ให้ได้รับผิดชอบกัน ทั้งงานก่อนเดินทางจริง และ ขณะเที่ยว ขอขอบคุณทุกแรงงาน ทุกความคิด ทุกความรับผิดชอบ และทุกความร่วมมือ ที่ทำให้เราได้ไปเที่ยวด้วยกันจ้า
โอซาก้า เกียวโต 11 เมษายน 2556 – 16 เมษายน 2556

  • เดินทางด้วยสายการบินคาเธ่ย์ ราคาไป-กลับ ประมาณ 22,000 บาท
  • ที่พักตลอด 4 คืน ณ Toyoko Inn Umeda ประมาณคืนละ 1,000 บาท ห้องคู่ 6 ห้อง ห้องเดี่ยว 1 ห้อง เป็นเงิน 192,264 เยน รวมค่าทำสมาชิกและส่วนลดที่สมาชิกจะได้รับแล้ว ขนาดห้องพักกะทัดรัดมากก มีแชมพู สบู่ให้พร้อม ส่วนหวีกับที่โกนก็มีนะ หยิบมาได้ มีวางอยู่ชั้น 1 ด้านล่างมีจุดเติมน้ำเปล่า ให้บริการอาหารเช้าด้วย
  • บัตร Osaka Unlimited Pass 1 วัน Nankai Version 2,300 เยน มีสถานที่ให้เข้าฟรี 28 ที่ เวลาใช้ต้องใช้ร่วมกับคูปองที่แนบมาให้ เวอร์ชันนี้สามารถเดินทางมาจากสนามบินได้เลย ไม่ต้องจ่ายตังค์เพิ่ม แต่ห้ามใช้กับรถ Rapid นะ ซื้อบัตรได้ที่สถานีรถไฟตรงสนามบินเลย มีแบบ 2 วันด้วย แต่ต้องใช้ต่อเนื่อง แบบ 2 วันนี่ เวลาซื้อต้องแสดงพาสปอร์ตนะ สำหรับนักท่องเที่ยวเท่านั้น
  • บัตร Kansai Through Pass แบบ 3 วัน มูลค่า 5,000 เยน ใช้แบบไม่ต้องต่อเนื่อง คุ้มค่ามากกก ยืนยันว่า ใกล้สถานที่ท่องเที่ยว ย่นระยะการเดินกว่า JR เยอะมาก เปรียบเทียบจากคนที่เคยใ้ช้ JR เที่ยวเองในแถบนี้ ซื้อได้ที่สถานีรถไฟเช่นกัน ใช้ได้กับรถไฟที่ไม่ใช่ของ JR รวมทั้งรถบัสในเกียวโตด้วย

วันที่ 1 (12 เมษายน 2556) โอซาก้า – ปราสาทโอซาก้า- Santa Maria – Kaiyukan พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ  – Daikanransha:Tampozan Giant Ferris Wheel – Floating Garden Observatory

ที่พักเราตั้งอยู่ใกล้กับ Subway สาย Midosuji Line สายสีแดง สถานี Nakatsu – สถานี Hommachi เพื่อเปลี่ยนมาใช้บริการสายสีเีขียว Chuo Line มุ่งหน้า Nagata ไปยังสถานีปลายทาง Tonimachi 4 – Chome ลงที่สถานีนี้ มองป้ายทางออกที่ชี้ไปปราสาทโอซาก้าโลด เดินต่อไป ผ่าน NHK จะเห็นปราสาทอยุ่ขวามือ

ที่ปราสาท จะมีบริเวณสวนให้เข้าชม รวมทั้งตัวปราสาทมีลิพท์ให้บริการ แต่คนเยอะ เรายังฟิตกันอยู่เดินขึ้นไป 8 ชั้น แบบไม่ได้หยุด ขึ้นไปหอบแฮ่กกันทีเดียว ชมวิวข้างบน แล้วก็ไล่ลงมาทีละชั้น จะมีการแสดงวิถีชิวิต รวมทั้งมีแท่นประทับไว้เก็บเป็นที่ระลึกด้วย

จากนั้น เราตัดสินใจไปดู Musuem of House and living กันก่อน อยู่ตรงสถานี Subway Tenjinbashisuji 6-chome Sta.(exit No.3) อยู่ตรงตึกที่เราขึ้นไปพอดี แต่ว่า ปิดดดดดดดดดด ไม่เป็นไร เราก็ไปหาอะไรทานกันแถวนั้นเลย แยกเป็น 2 ร้าน ร้านซูชิ กับ ร้านก๋วยเตี๋ยว เราเลือกร้านก๋วยเตี๋ยว สั่งเป็น set ที่นี่แปลกกว่าที่เรากินคือ มีทั้งเส้นๆ และ ข้าว อยู่ใน set เดียวกัน สั่งอาหารด้วยการกดตู้จ้า มีรูปภาพให้พร้อมสรรพ แต่ถึงไม่มีก็ไม่ใช่ปัญหา มีเจอยู่ทั้งคน 555

ตู้สั่งอาหาร กด กด กด กด

ตู้สั่งอาหาร กด กด กด กด

เดินทางไปขึ้นเรือ Santa Maria เรือจำลองรูปแบบเรือโจรสลัด มุ่งไปสถานี Osakako ด้วยรถไฟสายสีเขียว Chuo Line ที่มุ่งหน้าไป Cosmosquare ออกจากสถานีเดินตามป้ายที่ชี้ไปพิพิธภัณฑ์สระน้ำ เดี๋ยวก็เห็น อยู่เรียงกันเลย ชิงช้าสวรรค์ พิพิธภัณฑ์ และ ท่าเรือ มีสวนสนุกนินจาให้เข้าด้วยนะ เผื่อใครสนใจ อันนี้ต้องเสียตังค์เพิ่มนะจ๊ะ

ทุกคนดื่มด่ำกับการนั่งเรือมากกกกก ชมวิวววว กันในฝันหมดเลย เพลียไง นั่งเรือคราวนี้เลยไม่มีเสียงบ่นว่า มานั่งทำไม พักผ่อนกันเต็มที่เลย 555 จากนั้น ก็ไปชมพิพิธภัณฑ์สระน้ำไคยูคัง ชื่นชมกับความน่ารักของเจ้านากขี้เล่น แมวน้ำปล้ำกันไปมา เราชมกันจากด้านบนๆ พอลงมาข้างล่างก็ยังได้เห็นเจ้าตัวเหล่านี้ แสดงว่า พื้นที่ของเค้าลึกดีจริงๆ ปลาโลมาก็ยัััังว่ายไปมา ส่วนบ่อตรงกลาง ก็ปลาเก๋า ปลากระเบน ปลาฉลาม ปลาฉลามวาฬ เป็นแนวคิดในการจัดพื้นที่ที่ดีจริงๆ แต่ความรู้สึกว่า ตู้มันดูโล่งๆ อยู่นะ ค่าเสียหายที่นี่ เป็นเงิน 2,300 เยน ไม่รวมอยู่บัตร และไม่ได้มีส่วนลดด้วย เพิ่งจะปรับค่าเข้าเมื่อกลางเดือนมีนาคมนี่เองงงง

พระเอกของไคยูคัง

พระเอกของไคยูคัง

จากใต้น้ำ เราก็พากันไปนั่งชิงช้าสวรรค์ขี้นท้องฟ้า ชมพระอาทิตย์ยามเย็นได้บรรยากาศ ชมวิวรอบๆ อ่าวโอซาก้าในมุมสูง ที่เราไม่ได้ชมในมุมล่างจากการนั่งเรือ สะพานข้ามเค้าเยอะจริงๆ เราเจอทั้งสะพานแขวน สะพานพุทธ สะพานพระปก แบบสะพานซ้อนคู่กันก็มี ช่างสร้างจริงๆ

ยามเย็นจากมุมชิงช้าสวรรค์ริมแม่น้ำ

ยามเย็นจากมุมชิงช้าสวรรค์ริมแม่น้ำ

ชิงช้าสวรรค์ยังสูงไม่พอ เราไปตึก Floating Garden Observatory ที่มีความสูง 173 เมตร ขึ้นลิฟท์ให้เห็นความสูง แล้วยังไปต่อด้วยบันไดลื่นให้เสียววาบบบบ ไปชมวิวบนตึกที่ทำเป็นทางเดินวนๆ ส่องด้วยไฟ Backlight สะท้อนแสงกันใหญ่ แถมด้วยเก้าอี้คู่รัก และจุดแขวนกุญแจคู่รักคล้ายเกาหลี เอาใจนักท่องเที่ยวเกาหลีกันเต็มที่ วิวสวย ลมเย็น แต่เริ่มหิวกันแล้วค้าบบบ ใต้ตึกมีร้านอาหารที่สร้างเลียนแบบร้านสมัยก่อน เราไม่ได้ทานกันที่ที่ มุ่งหน้ากลับไปแถว Umeda เพื่อหาร้านทำพิซซ่าญี่ปุ่นชื่อดัง Sakura กว่าจะเจอ ก็มีคนคล้ายจะโมโหหิวอยู่ เจอแล้ว พนักงานยังไม่ให้เข้า อะไรว้าาา เค้าว่่่า เต็ม มีคนจอง ก็เลยตัดสินใจแยกย้านกันไป หาที่กินกันเอง ที่เจ็บใจคือ มีคนเดินกลับไปแถวร้านนั้น แล้วเข้าไปนั่งกินได้ที่ฝั่งตรงข้าม งานนี้ งงจริงๆ

มีปลอบท้องกันด้วยทาโกะยากิด้วย อร่อยดีนะ เราก็แยกย้ายไปหาร้านกินข้าว แต่ส่วนใหญ่จะปิดรับ Last Order กันแล้ว ต้องมาร้านที่อยู่นอกห้าง ใต้สถานี อิ่มแล้ว กลับบ้านนนนนนนน นอนนนนนนนนนนนน

ค่าเสียหายวันนี้
นอกจากก้อนใหญ่ๆ แล้ว ก็มี
ค่าอาหารเช้า 110 เยน
ค่าอาหารกลางวัน 780 เยน
ค่าอาหารเย็น 700 เยน

วันที่สอง (13 เมษายน 2556)  เกียวโต: ปราสาทนิโจ้ ปราสาททอง และ อาราชิยาม่า

วัดทอง กับมุม(ไม่)มหาชน

วัดทอง กับมุม(ไม่)มหาชน

หลังจากเหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งวัน จากวันก่อน ที่ลุยกันมาตั้งแต่เดินทางจากกรุงเทพ จนเที่ยวญี่ปุ่นอีก 1 วันเต็มๆ วันนี้ เลยให้ออกกันสายนิดนึง นั่งทานข้าวที่โรงแรมได้ แต่ขอโทษ ตื่นสายจ้า ทั้งคู่เลย ไม่มีใครยอมลุก จัดการตัวเองกันด้วยความรวดเร็ว 8 โมงเป๊ง พร้อมนะ แต่ยังไม่ได้ออกหรอก ก็ทำนู่นนี่กันอีกนิด  แต่ที่เด็ดกว่า คือ ได้สัมผัสแผ่นดินไหว ความแรงขนาดประมาณ 5 ริกเตอร์ เวลาประมาณตีห้าครึ่ง สั่นๆๆๆๆๆๆๆๆ จนต้องลืมตาขึ้นมาดู แล้วก็มองหน้ากับเพื่อน อ้อ แผ่นดินไหว แล้วก็นอนกันต่อ 555 เป็นไงล่ะ แต่ตึกเค้าทำดีจริงๆ นะ เตรียมพร้อมรับสภาพได้เยี่ยมมาก ถ้าเป็นของไทย อาจต้องกระโจนลงตึกกันไปแล้ว
ผลของแผ่นดินไหว ทำให้สายรถไฟของ JR ไม่สามารถเปิดให้ดำเนินการได้ คนเลยหลั่งไหลมาใช้สายอื่นๆ รวมทั้งสายที่เราจะใช้ด้วย คนเลยอัดแน่นกันเต็มรถ ได้สัมผัสบรรยากาศชีวิตชาวญี่ปุ่นที่แท้อีกหนึ่งอย่างในทันที ที่ๆ เราคิดว่า ไม่มีแล้ว เถิบไม่ได้แล้ว ก็เถิบจนได้ วันนี้ เรนั่งรถไฟของ Hankyu Kyoto ที่ถูกจำกัดความเร็วไว้ที่ 25 ไมล์ต่อชั่วโมง ก็ยังดี ยังเดินทางได้ มุ่งตรงไปสู่ปราสาทนิโจ ที่มีชื่อเสียงอันโด่งดัง เป็นหนึ่งในสถานที่ที่คนไปเกียวโตห้ามพลาดดดดดดด

บรรยากาศบนรถไฟยามเช้าที่ขบวน JR ต้องหยุดเดินเนื่องจากแผ่นดินไหว

บรรยากาศบนรถไฟยามเช้าที่ขบวน JR ต้องหยุดเดินเนื่องจากแผ่นดินไหว

มารยาทที่ดีบนขบวนรถไฟคือ ห้ามคุยโทรศัพท์ ใ้ห้ปิดเสียงโทรศัพท์ด้วย มีขบวนรถสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ในตัวเมือง ปฏิบัติกันเคร่งครัดเชียว แต่เที่ยวระหว่างเมือง มีผู้ชายขึ้นแฮะ ยังไง ยังไง ห้ามเสียงดังจากโทรศัพท์ แต่คนไทยเราคุยกันครึกครื้นเชียว ผิดกติกาไหมนี่

ปราสาทนิโจ ค่าเสียหาย 600 เยน เดินไปฟังเสียงนกไนติงเกลกันไป ได้ยินชัดเจนดีแท้ ชมบรรยากาศแต่ละห้อง แล้วก็นึกว่า ถ้าอยู่ในปราสาท จะอาบน้ำกันตรงไหนน้า ยังมองไม่เห็นบริเวณห้องน้ำเลย ถ้าจะอยุ่ข้างนอกเหมือนกับของฝรั่งสมัยก่อน รอบๆ เป็นสวน มีซากุระเรียงเป็นแถว แห้งงงคาต้น แต่ก็มีต้นที่ยังสดและพันธ์อื่นๆ ให้ได้เก็บภาพ ไปนั่งชิวๆ ดื่มชา ทานขนมกันที่โต๊ะแดง กลางลานขายอาหารแบบบรรยากาศงานเทศกาล ได้อารมณ์ดีเหมือนกันนะ

จากปราสาทนิโจ้ เรานั่งรถเมล์วสาย 105 ไปยังปราสาททอง หรือ วัด Kinkakuji ปราสาทต้นแบบของท่านโชกุน จากเรื่องอิคคิวซัง ค่าเสียหาย 400 เยน ทานไอติมกันเป็นก๊วนใหญ่ แต่เราไม่ได้ทาน เพื่อนๆ ต้องไปยืนทานกันให้หมดก่อนจะเข้าไปภายใน เข้าไปปุ๊บ เจ้าหน้าที่จะคอยต้อนให้ว่า ไปทิศไหนก่อน เพื่อถ่ายรูป เดินวนไปให้ถูกทาง มีจุดถ่ายรูปหลัก อยู่ 2 จุดจ้า  ถ่ายรูปมุมมหาชนกันใหญ่เลย นั่นคือ ตากล้องยืน ไล่ต้อนให้เข้าไปถ่ายรูปกันเลย ทั้งเดี่ยว ทั้งกลุ่ม

ออกมาเดินชมร้านค้าระหว่างทาง แล้วมาทานข้าวที่ร้านตรงข้าม ที่นั่งเพียงพอ มีทั้งหมด 7 โต๊ะได้ อาหารใช้ได้เลยนะ มื้อนี้ เจ้าของร้านดูจะโล่งใจ เมื่อเพื่อนเราพูดญี่ปุ่นออกมา 555 ได้ทานข้าวหน้าปลาไหลแล้ว เย้

เดินทางไปต่อยัง Arashiyama ด้วยสายรถเมล์ 205 อัดกันขึ้นไปให้ครบ คนอยู่ข้างบนก็ช่วยกันเบียดเต็มที่ เห็นภาพน้องนักเรียนยืนซ้อน นั่งซ้อนกัน ให้มีพื้นที่พอสำหรับคนที่กำลังจะขึ้นมา น่ารักจริงๆ   ลงที่สถานีรถไฟ Nishioji Shijo ไปลงสถานี Arashiyama ปลายทางเลย

บรรยากาศที่นี่ ดีมากกกกกก สวย ร่มรื่น สบายตา ทั้งภูเขาล้อมรอบ แม่น้ำสายใหญ่ ป่าไผ่ ร้านค้า บ้านเรือนเล็กๆ น้อยๆ น่าเดินเล่นจริงๆ แล้วเราก็เดินกันเต็มที่เลยยยยย เดินไปตามทางอ้อมขึ้นภูเขา ไปเข้าป่าไผ่ตลอดแนว ออกไปเจอศาลเจ้า แล้วกลับมาออกทางถนนใหญ่ เดินผ่านย่านร้านอาหารและร้านค้า ตรงกลับขึ้นไปยังสะพานข้ามแม่น้ำ แ่ต่ไม่ได้แวะไปที่สถานีรถไฟเลยแฮะ อีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำได้ คือ นั่งรถไฟสายโรแมนติคสั้นๆ เพียง 2 สถานี หรือ จะนั่งเรือเล่นในแม่น้ำก็ได้อีกบรรยกาศ แต่เราเลือกเดินนนนน

ทางเดินชิวๆ ริมแม่น้ำ ณ อาราชิยาม่า

ทางเดินชิวๆ ริมแม่น้ำ ณ อาราชิยาม่า

ที่นี่ไปใช้เวลาที่ร้านขายผ้าเช็ดหน้าที่มีบริการปักชื่อ ปักตัวอักษรให้ด้วย รอคิวกันยาววว เพื่อนๆ เลยสำรวจร้านบริเวณนั้นกันแบบใกล้ชิดมากกกก ซื้อนู่นนี่ชิมกันเรื่อย ทั้งไอติม เต้าหู้ ปลาย่าง ถ้าจะทานข้าวเย็นที่นี่เลยก็น่าจะได้บรรยากาศดีเหมือนกัน แต่เราตัดสินใจกลับไปโอซาก้ากัน เพื่อไปกิน ปู ย่าน Dotonbori มีงบประมาณจากกองกลางให้คนละ 5,000 เยน เราเลยจัดเต็ม จ่ายเพิ่มอีก 800 เยน เพื่อได้ชุดปูชุดใหญ่ขึ้น อิ่มมากกก มีเพื่อนอีกคนจัดเต็มกว่า สั่งชุดสุกี้มาเป็นดาวเด่น ปูอร่อย ปูสดก็อร่อย แต่ทั้งแทะ ทั้งเล็ม ปากแต่ละคนเลยมีอาการเจ่อกันหมด บ้างว่าเจ่อเพราะแพ้อะไรสักอย่าง แต่ทุกคนก็กลับมาอยู่ในสภาพปกติ เมื่อทานเสร็จไปแล้วสักพัก

ก่อนหน้าที่เราจะมาทานมื้อเย็น เราก็เดินเล่นซื้อของกันอีกรอบก่อนด้วยนะ

ค่าใช้จ่าย

ค่าเข้าสถานที่ 600+400 เยน

ค่าอาหารกลางวัน จัดเต็มกับอุด้ง ข้าวหน้าปลาไหล และคาเร่ (ที่มีเนื้อเลยต้องช่วยเพื่อนทาน) 1,250 เยน หารกับเบนจ้า

ค่าอาหารเย้น 5,800 เยน Set ปู อิ่มมากกกก

ค่าแสดมป์ 200 เยน ลายสวยงาม

ค่าโปสการ์ด 110 เยน
วันที่ 3 (14 เมษายน 2556) เกียวโต:ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ วัดน้ำใส(วัดคิโยมิสึ) ปราสาทเงิน และ กิออน

ศาลเจ้า

ศาลเจ้า

เช้าวันนี้ เราตื่นกันแต่เช้า Morning Call 5.30 น. สละอาหารเช้าโรงแรมเพื่อจะไปเกียวโตแต่เช้า โดยรถไฟสาย Kaihan Line ขึ้นที่สถานี Yodabashi มุ่งตรงไป สถานี Tambabashi และเปลี่ยนเป็นสาย Local มุ่งไป Fushimi-inari มาถึงศาลเจ้าฟูชิมิอินาริก็ 8 โมงนิดๆ สองข้างทางยังเตรียมร้านกันอยู่ ยังไม่เปิด มีศาลเจ้าใหญ่โตตั้งอยู่ เข้าใจว่า เป็นศาลาเจ้าที่สร้างใหม่ ต้องผ่านเสาแดงงงง เสาใหญ่ และเสาเล็กแบบ 2 ทางเข้าก่อน ถึงจะไปถึงศาลเจ้าดั้งเดิม ยังไม่สุดที่ตรงนี้ ยังสามารถเดินต่อไปเรื่อยๆ และยังคงมีเสาแดง และ วิวให้ชมกันต่อไป แต่สำหรับทริปเรา ดื่มด่ำกันพอแล้วจ้า ที่นี่ไม่มีเวลาเปิด – ปิด เหมาะมากสำหรับจะมาเป็นที่แรก หรือ ที่สุดท้าย

เดินทางต่อไปยังวัดน้ำใส ด้วยรถไฟสาย Kaihan Line ที่สถานีเดิม ไปลง Kiyomizu-gojo จ่ายค่าบำรุงวัดไป 300 เยน วัดนี้เปิดให้บริการตั้งแต่ 6 โมงเช้า – 6 โมงเย็น เดินจากตัวสถานีรถไฟประมาณ 1 กิโลกว่าๆ แล้วก็เดินขึ้นเนินเพื่อขึ้นไปยังวัดอีก มี 2 เส้นทาง คือ เส้นทางสายร้านค้าเยอะๆ กับเส้นทางถนน ก็เลือกเดินขึ้นทางลงทางล่ะจ้า งานนี้

เดินเข้าไปชมความงามของตัวศาลาวัดใหญ่ ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที แต่ใช้เวลาชมวิวจากภายนอกเพื่อเข้ามายังศาลา ในมุมมองของศาลาบนหน้าผากว่า 30 นาที ก็คิดในใจว่า เสียตังค์เข้ามาทำไมนิ ไปเดินดูจากจุดชมวิวเลยก็ได้ (อะนะ ไหนๆ ก็ไหน ให้ได้เดินผ่านหน่อยก็ยังดี) เดินลงไปข้างล่าง ไปต่อคิวดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ หรือ น้ำมนต์นั้นเอง มีทั้งการศึกษา(อนุมานเรื่องงานได้ด้วย) ความรัก และ สุขภาพ ส่วนใหญ่ก็สุขภาพ มีเพื่อนบอก อยากจะดื่มเรื่องความรัก แต่เกรงว่า จะโดนแซว แต่เธอก็เคยดื่มมาแล้วนะ ^^

เดินลงจากวัด ผ่านเส้นทางร้านค้า ให้ได้ชมสินค้า ชิมสินค้ากันไป เราไปแวะทานข้าวที่ร้านริมถนน ร้านนี้มีเมนูภาษาอังกฤษด้วยจ้าาาา ทาน โซบะ + ข้าว + ไก่ทอด นั่งแยกๆ กัน แต่ละโต๊ะก็แชร์กันไป

นั่งรถเมล์สาย 100 เดินทางไปยังปราสาทเงิน ผ่านทางเดินที่จะเข้าไปเป็นเส้นทางนักปราชญ์ เห็นไอติมซากุระที่นี่ เลยลองซื้อมาชิม ผลคือ ไม่ผ่านอย่างแรงงงงงงง สรุปได้ว่า ซากุระมีไว้ชม อย่าไปชิมจ้า

ปราสาทเงิน ค่าเข้าชม 500 เยน ช่างเรียบง่าย ตกแต่งโดยรอบด้วยการจัดสวนหิน แต่งหินเป็นเส้นสาย ก็สวย เรียบไปอีกแบบ ที่นี่มีทางให้ขึ้นไปชมปราสาทจากมุมบน แต่เราไม่ไป เหอ เหอ ไปเดินๆ วนๆ ถ่ายรูปมุมมหาชน พื้นที่ที่นี่เล็กนะ จากนั้นทุกคนก็ตัดสินใจว่า จะไม่เดินเส้นทางนักปราชญ์เพราะไม่มีซากุระให้ชม แต่มุ่งไปกิออนเลย ด้วยรถเมล์สายเดิม ไปลงป้าย Gion

ลงจากรถเมล์มาจะดูเหมือนเป็นถนนสายการค้า เส้นใหญ่ เดินไปสักพัก จะมีทางเลี้ยวให้เข้ามาบริเวณกิออน ซึ่งเป็นแหล่งร้านอาหาร และมีซอยเล็กซอยน้อย บรรยากาศผิดกันลิบลับซ่อนอยู่ มาแล้ว คงต้องเข้าไปนั่งทานอาหารถึงจะได้บรรยากาศที่แท้ หรือ ไปดูการแสดงชีวิตของเกอิชา แต่เราไม่ได้ทำสักอย่าง เดินเล่นอย่างเดียวเลย จนได้เวลา ก็กลับโอซาก้า ไปหาข้าวทาน เนื้อโกเบจ๋า เราจะได้เจอกันแล้ว 555

ขากลับนั่งรถไฟสาย Hankyu Kyoto Line ที่สถานี Kawarama Chi (Kyoto) เป็นสถานีที่อยู่สุดทางเดินถนนใหญ่ แล้วต้องข้ามสะพานไปก่อน ตรงไปเรื่อยๆ ก็จะถึงตัวสถานี

มาถึงโอซาก้า กลับมาแถวนัมบะอีกครั้ง แวะเข้าร้านขายขนมป๊อกกี้ ได้ป๊อกกี้แท่งยักษ์กับโคลอนแท่งยักษ์กลับมากินด้วย ซื้อมาชิมเป็นกองกลาง ก็พบว่า แท่งใหญ่ ดูดี แต่รสชาติสู้แท่งเล็กบ่ได้

วันนี้ เพื่อเจ ขอล้างตากับการทาน โอโคนามิยากิ ไปได้ร้านแถวๆ ร้านปูนั่นแหละ เพื่อนท้องถิ่นเจเคยพามา ได้นั่งด้วยกันทั้งหมด อัดเข้ามุม มีพนักงานค่อนข้างรุ่น ถ้าเทียบกับคุณลุงทั้งหลาย มาคอยทำให้ ผัดไปอย่างครึกครื้น ชิมกันหลายแบบ แต่แยกไม่ค่อยออกแฮะ ได้แต่ตอนกิมจิ เหอ เหอ ได้ชิมเบียร์กันด้วย เป็นเบียร์ปลอมนะ กินเอารส ถ้าอยากเมาก้จัดกันเอง จากนั้นไป Shopping กันต่อที่ร้าน ขายของ 24 ชั่วโมง ที่ทำเพื่อคนไทยโดยเฉพาะเลย เ้ข้าไปก็ได้ยินแต่ภาษาไทย ของที่ฝากๆ ซื้อ ที่หมด ก็เพราะคนไทยนั่นแล

กิจวัตรประจำวันของหลายๆ คน  คือ แช่เท้าในน้ำร้อน บางคนเิปิดน้ำร้อนจนควันโขมง เจ้าหน้าที่โรงแรมต้องมาเคาะเตือนเลย อีกอย่างคือ ทายานวดกันด้วย เรายังไม่ถึงขั้นนั้น แค่แช่น้ำก็สบายแล้ว

ค่าเสียหาย

ค่าเข้าชม 300 +500 เยน
มื้อเข้า ข้าวปั้น 110 เยน
มื้อกลางวัน  515 เยน
มื้อเย็น โอโคโนมิยากิ พิซซาญี่ปุ่น 1400 เยน (คนละ)

วันที่ 4 (15 เมษายน) Universal Studio Japan

วันนี้เรามาย้อนวัย มาหาความสนุก และ สีสันให้กับตัวเอง ออกเดินทางจากที่พัก เพื่อไปที่สถานี JR Osaka นั่งรถไฟ JR สาย Loop ไปลง Universal City เสียค่าบัตรกันไปคนละ 6,600 เยน ตั้งแต่เมื่อวาน โดยเจซื้อผ่านตู้กดที่ร้าน Lawson คุณต้องอ่านญี่ปุ่นได้นะ แล้วก็ใช้บัตรที่ได้เข้าได้เลย ไม่ต้องไปแลกตั๋วใดๆ

ไปถึงแล้ว ก็ถ่ายรูปมุมมหาชนกับ ลูกโลกกกกก ก่อนจะเข้าไปข้างในและพุ่งไปที่ Spider Man 4 D กันก่อนเลย เป็นเครื่องเ่ล่นที่รอนานที่สุดในวันนี้ 50 นาที สนุก ขำ น่ารักดี แอบเหวี่ยงเล็กน้อย เพื่อนน้ำมีอาการนิดๆ ไปชิวกันต่อที่ Space Fantasy คิดว่าจะชิว แต่ไม่ชิวนะ มันคือ รถไฟเหาะนั่นเอง แอบหมุนแรง วนแรง ชอบมากกก ตอนที่เหมือนเจะเข้าไปชนอุตกาบาต แสงวาบๆ สวยเชียว เครื่องนี้เล่นเอา เพื่อนเราแย่ไปหลายคน ไปต่อกับ 4 D เพื่อพักร่างกายกันสักครู่ เป็น Sesame Street ใช้จินตนาการของตัวละครพาไปนั่นเอง เราก็คิดว่า เรื่องนี้ มันจะ 4 D ยังไง

พักทานข้าว ด้วยอาหารที่ซื้อเตรียมกันไว้ แอบงกนิดนึง และเพื่อความสะดวกด้วยแหละ เลยให้เตรียมกันไว้ก่อน หาที่นั่งทาน คล้ายๆ จะไล่เ้จ้าของที่ด้วย งานนี้เราไม่เข้าดูโชว์กันเลย เพราะคิดว่า ดูไม่รู้เรื่อง ไปต่อคิวเครื่องเล่นกันดีกว่า ^^

ลุยกันที่ Jurassic Park หรือล่องแก่งงง แบบมีเรื่องราวนั่นเอง เราเตรียมตัวมาดี เสื้อกันฝนจากเมืองไทย ตัวละ 15 บาท สีสดใสมากกก ของญี่ปุ่นเค้า 400 เยน สีขาว เรือเราเลยเด่น น้ำผู้ซึ่งไม่ยอมเล่น มาเป็นตากล้องให้แทน ใช้มุขซ้อนได้ผลนะ คือ ตอนไต่ขึ้นสูงๆ เราก็เตรียมใจไว้แล้วว่า โดนแน่ เปล่า หล่นมานิดเดียว ล่องไปเรื่อยๆ ผ่านห้องที่เห็นว่าไดโนเสาร์บุกเข้ามาแล้ว จนเจอเจ้าตัวใหญ่อยู่เหนือหัว อ้าปากรอ แล้วก็วุบเลยครับท่าน  มุกคล้ายกับมัมมี่ รีเทิร์นที่สิงคโปร์ และแบบเดียวกันกับ Jurassic Park ที่สิงคโปร์เช่นกัน ถึงตอนนี้ คนอยากเล่นเครื่องเสียว ขอตัวไปเล่น Hollywood Dream Ride  คล้ายรถไฟเหาะไม่ตีลังกา แค่เกือบๆ ระยะทางยาวใช้ได้ เป็นตัวเปิดที่เห็นมาตั้งแต่ตอนเข้า เพื่อนๆ ที่เห็นเลยส่ายหัวกันท่าเดียว ท่าไม่เห็น คงได้เข้าด้วยกันแน่ เหอ เหอ เครื่องนี้ มี 2 แบบ คือ แบบเส้นทางปกติ กับนั่งย้อนหลัง เส้นทางปกติรอ 30 นาที แบบนั่งย้อนหลังรอ 120 นาที ก็ต้องตัดใจเลือกแบบปกติไป แต่แค่นี้ก็ใช้ได้นะ ลงมามีมึนๆ เหมือนเห็นปูไข่ นักแสดงช่อง 5 เล่นก่อนหน้าเราด้วย

ไปลั่นล้ากันต่อ ที่โซน Wonder Land ตัวการ์ตูนทั้งนั้น ไปเล่นท่อคล้ายสไลเดอร์ในท่อเหลือง ให้เราอยู่ในเรือยางแล้วไถลลงมา ตอนเราไปเล่นเครื่องมันมีัปํญหารอร่วม 40 นาที เสียดายมาก ถ้ารู้ จะไปเล่น Back to the Future ก่อน แล้วค่อยกลับมา เพิราะเพื่อนที่ไปเล่น Back to the Future ก่อน มาต่อคิวเล่นท่อเหลืองแค่ 15 นาทีเอง เฮ้ออออ จังหวะไม่ค่อยดี โซนนี้น่ารักดี ใครชอบถ่ายรูป ก้จัดไป

เสียดาย เรามาเร็วกันไปประมาณเดือนนึง ไม่อย่างนั้น ก็จะไ้ด้เล่น Harry Potter แล้ว

เราตัดสินใจไม่อยู่ดูขบวนพาเหรด เดินออกไปช๊อปปิ้ง และเดินร้านแถวๆ นั้น ช๊อปกันได้อีก มีคนไปเจอร้านขายเจ้าฮิปโป Moomin ได้กลับมากันหลายตัวเลย

เย็นนี้ เราจะแยกย้ายกันกิน เพราะส่วนหนึ่งอยากกินเนื้อโกเบอันลือชื่อ ขณะที่ส่วนใหญ่ ไม่กิน แต่ก่อนจะแยกย้ายกันก็พากันไป Shopping ตามความสนใจ และ การตามล่าของแต่ละคน ทั้ง ย่านเครื่องใช้ไฟฟ้า ตามหาซุปเปอร์ ขอบอกว่า ซุปเปอร์ที่นี่ ของน้อยมั่กๆ (ของที่เราต้องการอ่ะนะ) และ ตามหาเครื่องครัว

ไกด์สาว เอ้ย เพื่อนเจ พาเราขึ้น JR ไปทานเนื้อที่ย่านขายเนื้อ ขออภัย จำไม่ได้ว่าแถบไหน แต่ร้านเนื้อตลอดแนวเลยจริงๆ และมีปิดบ้างด้วย ไมปิดวันอาทิตย์ล่ะ งง ก็ไ้ด้ทานเนื้อกันไป แบบไม่ค่อยเปรม เพราะคนเชียร์ไม่คิดว่า เราจะยอมจ่ายเพื่อเนื้อโกเบชั้นดี เลยได้กินแบบทั่วๆ ไปซะส่วนใหญ่ อีกอย่าง นึกว่า เข้าผิดร้านด้วย เลยกินกันแบบกั๊กๆ หวังจะไปกินของดีกันที่ร้านจริงๆ ปรากฏ ถูกร้านแล้ว แต่เค้าแยกเมนู ร้านฝั่งตรงข้าม จะมีเนื้อเกรดดีกว่า ชิส์

ค่าเสียหาย
ค่าตั๋วเข้า Universal 6,600 เยน ไม่ได้ซื้อ Fast Track เพราะคนไม่เยอะมากกกก
มื้อกลางวัน 310 เยน
มื้อเย็น 2,200 เยน
ค่าเดินทาง Subway – ที่พัก สถานีเืพื่อขึ้น JR 200*2 เยน
ค่า JR ไป Universal City 170*2
ค่า JR ไปย่านทานเนื้อ 170*2

วันที่ 5 (16 เมษายน 2556) นาราาาาาาา กวางงงงงงงงคือ เจ้าถิ่น วัดโทไดจิ

เจ้าถิ่น ณ เมืองนารา

เจ้าถิ่น ณ เมืองนารา

เผลอแป๊บเดียว วันสุดท้ายของการเดินทางแล้ว วันนี้เราจะมาปิดท้ายด้วยการใช้บัตร Kansai Through Pass เดินทางไปยังเมืองนารา เมืองที่มีสัญลักษณ์คือกวางงงง  มุ่งหน้าสู่เมืองนาราด้วยรถไฟ Kintetsu Nara Line ที่สถานี Namba ลงสถานีสุดท้ายยยย ได้นั่งตลอดสายเลยค้าาาา งานนี้

เมืองนารา เป็นเมืองที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นเมืองเก่าอย่างแท้จริง สงบ บ้านแบบดั้งเดิม และกวางคือเจ้าถิ่นของที่นี่ เราจะเห็นกวางเป็นระยะ ตลอดทางเดินทางที่มุ่งไปสู่วัดโทไดจิ และจะเจอกับฝูงใหญ่ที่สวนสาธารณะ หน้าวัด มีขนมเซมเบ้เป็นตัวล่อให้กวางเข้าหา ถ้าคุณไม่มีขนม อย่าหวังว่ากวางจะสนใจคุณ อาจมีดมๆ บ้าง แล้วก็เดินจากไป

วัดโทไดจิ (ค่าเข้าชม 500 เยน) ก็เป็นวัดที่ใหญ่ และดูสงบ แม้จะมีนักท่องเที่ยว นักเรียนมาเยือนกันอยู่สม่ำเสมอ วันนี้ก็เช่นกัน นักเรียนประถมหมวกแดงเดินมาเป็นแถวยาว คนที่เคยมาบอกว่า วันนี้คนน้อย ก็จริง เพราะแถวที่จะต่อเพื่อลอดช่องไม้ภายในวัดช่างสั้นจริงๆ ให้เราได้ลอดกันได้อย่างสบายใจ แม้จะเจอกับนักเรียนกลุ่มใหญ่ก็ตาม ลอดกันมาได้เกือบหมดทุกคนน้าาา มีบันทึกวิดีโอไว้ด้วย คิดอยู่ว่า จะทำอะไรกับวิดิโอดี

จริงๆ จะมาที่วัด ไม่อยากเดินก็ขึ้นรถเมล์ได้ แต่เดินมาก็สบายๆ ระยะสัก 1 กิโลได้ อากาศดีด้วย อากาศอุ่นขึ้นทุกวัน จบที่ 20 องศา แวะทานข้าวกลางวันที่ถนนสายการค้าใกล้สถานี ได้ทานอาหารชุดที่คุ้นเคยคล้ายร้านฟูจิที่นี่ด้วย ใครตามหามีดญี่ปุ่นแบบ handmade ที่นี่มีนะ แต่มีอย่างละอัน ถ้าถูกใจอันเดียวก็เสร้จไป

นั่งรถไฟกลับโอซาก้า ไปเอากระเป๋าและมุ่งสู่สนามบิน ช่วงทางข้ามทะเล รถไฟสั่นมากกก ลมข้างนอกต้องแรงมากๆ เลย เพื่อนบอกว่า ถ้าพายุเข้า ก็ต้องหยุดวิ่ง เครื่องบินก็ดีเลย์กันหมด แหงสิ ผู้โดยสารเข้ามาไม่ได้นี่นา

ปิดทริป โอซาก้า เกียวโต ตามแผนที่วางไว้ ได้ครบทุกอย่าง แล้วทริปหน้าสาวๆ กลุ่มนี้จะไปที่ไหนน้า ไปแน่ เพราะยังเก็บตังค์ต่อเนื่องกันต่อไป

ค่าใช้จ่ายวันนี้
มื้อกลางวัน 780 เยนมั้ง ไม่แน่ใจ แหะแหะ เป็นอาหารชุดข้าวไก่ทอด

สรุปรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ค่าบัตร ค่ารถ ค่าเข้า ค่าที่พัก ต่อคน คนละ 57,080 เยน
ค่าอาหาร + ค่าขนม ต่อคน คนละ  25,000 เยน
มีค่าขนมจิปาถส่วนกลางด้วยอีก 30,000 เยนได้ แว่วว่าเหลือ 10,000++ สำหรับ 13 คนนะ

คนละ ไม่เกิน 50,000 บาท สำหรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก็ถือว่า ใช้ได้เลยนะ
เรทที่แลก ตั้งแต่ .34 – .32

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s


Categories

%d bloggers like this: