Ras's Blog

Archive for April 2013

คลองรอบปราสาทโอซาก้า

คลองรอบปราสาทโอซาก้า

ทริปสาวๆ เที่ยวเอง เกิดจากการบังคับเก็บเงินร่วมกันเป็นเวลา 2 ปี จากเวียดนามที่ไปกับทัวร์ เริ่มหาญกล้า เป็นเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตนเอง สบายใจได้อย่าง เรามีผู้เชี่ยวชาญ อ่าน พูด และเขียน(ได้รึเปล่าไม่รู้) อยู่ 1 คน เสริมทัพด้วย คนที่เคยเที่ยวบริเวณนั้นมาแล้ว และยอมเสียสละไปซ้ำ กับเพื่อนๆ อีกครั้งหนึ่ง

ทำการบ้านกันมาค่อนข้างหนัก ก่อนทริปจะสรุปออกมาได้เป็นแบบนี้  แบ่งแยกหน้าที่ให้ได้รับผิดชอบกัน ทั้งงานก่อนเดินทางจริง และ ขณะเที่ยว ขอขอบคุณทุกแรงงาน ทุกความคิด ทุกความรับผิดชอบ และทุกความร่วมมือ ที่ทำให้เราได้ไปเที่ยวด้วยกันจ้า
โอซาก้า เกียวโต 11 เมษายน 2556 – 16 เมษายน 2556

  • เดินทางด้วยสายการบินคาเธ่ย์ ราคาไป-กลับ ประมาณ 22,000 บาท
  • ที่พักตลอด 4 คืน ณ Toyoko Inn Umeda ประมาณคืนละ 1,000 บาท ห้องคู่ 6 ห้อง ห้องเดี่ยว 1 ห้อง เป็นเงิน 192,264 เยน รวมค่าทำสมาชิกและส่วนลดที่สมาชิกจะได้รับแล้ว ขนาดห้องพักกะทัดรัดมากก มีแชมพู สบู่ให้พร้อม ส่วนหวีกับที่โกนก็มีนะ หยิบมาได้ มีวางอยู่ชั้น 1 ด้านล่างมีจุดเติมน้ำเปล่า ให้บริการอาหารเช้าด้วย
  • บัตร Osaka Unlimited Pass 1 วัน Nankai Version 2,300 เยน มีสถานที่ให้เข้าฟรี 28 ที่ เวลาใช้ต้องใช้ร่วมกับคูปองที่แนบมาให้ เวอร์ชันนี้สามารถเดินทางมาจากสนามบินได้เลย ไม่ต้องจ่ายตังค์เพิ่ม แต่ห้ามใช้กับรถ Rapid นะ ซื้อบัตรได้ที่สถานีรถไฟตรงสนามบินเลย มีแบบ 2 วันด้วย แต่ต้องใช้ต่อเนื่อง แบบ 2 วันนี่ เวลาซื้อต้องแสดงพาสปอร์ตนะ สำหรับนักท่องเที่ยวเท่านั้น
  • บัตร Kansai Through Pass แบบ 3 วัน มูลค่า 5,000 เยน ใช้แบบไม่ต้องต่อเนื่อง คุ้มค่ามากกก ยืนยันว่า ใกล้สถานที่ท่องเที่ยว ย่นระยะการเดินกว่า JR เยอะมาก เปรียบเทียบจากคนที่เคยใ้ช้ JR เที่ยวเองในแถบนี้ ซื้อได้ที่สถานีรถไฟเช่นกัน ใช้ได้กับรถไฟที่ไม่ใช่ของ JR รวมทั้งรถบัสในเกียวโตด้วย

วันที่ 1 (12 เมษายน 2556) โอซาก้า – ปราสาทโอซาก้า- Santa Maria – Kaiyukan พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ  – Daikanransha:Tampozan Giant Ferris Wheel – Floating Garden Observatory

ที่พักเราตั้งอยู่ใกล้กับ Subway สาย Midosuji Line สายสีแดง สถานี Nakatsu – สถานี Hommachi เพื่อเปลี่ยนมาใช้บริการสายสีเีขียว Chuo Line มุ่งหน้า Nagata ไปยังสถานีปลายทาง Tonimachi 4 – Chome ลงที่สถานีนี้ มองป้ายทางออกที่ชี้ไปปราสาทโอซาก้าโลด เดินต่อไป ผ่าน NHK จะเห็นปราสาทอยุ่ขวามือ

ที่ปราสาท จะมีบริเวณสวนให้เข้าชม รวมทั้งตัวปราสาทมีลิพท์ให้บริการ แต่คนเยอะ เรายังฟิตกันอยู่เดินขึ้นไป 8 ชั้น แบบไม่ได้หยุด ขึ้นไปหอบแฮ่กกันทีเดียว ชมวิวข้างบน แล้วก็ไล่ลงมาทีละชั้น จะมีการแสดงวิถีชิวิต รวมทั้งมีแท่นประทับไว้เก็บเป็นที่ระลึกด้วย

จากนั้น เราตัดสินใจไปดู Musuem of House and living กันก่อน อยู่ตรงสถานี Subway Tenjinbashisuji 6-chome Sta.(exit No.3) อยู่ตรงตึกที่เราขึ้นไปพอดี แต่ว่า ปิดดดดดดดดดด ไม่เป็นไร เราก็ไปหาอะไรทานกันแถวนั้นเลย แยกเป็น 2 ร้าน ร้านซูชิ กับ ร้านก๋วยเตี๋ยว เราเลือกร้านก๋วยเตี๋ยว สั่งเป็น set ที่นี่แปลกกว่าที่เรากินคือ มีทั้งเส้นๆ และ ข้าว อยู่ใน set เดียวกัน สั่งอาหารด้วยการกดตู้จ้า มีรูปภาพให้พร้อมสรรพ แต่ถึงไม่มีก็ไม่ใช่ปัญหา มีเจอยู่ทั้งคน 555

ตู้สั่งอาหาร กด กด กด กด

ตู้สั่งอาหาร กด กด กด กด

เดินทางไปขึ้นเรือ Santa Maria เรือจำลองรูปแบบเรือโจรสลัด มุ่งไปสถานี Osakako ด้วยรถไฟสายสีเขียว Chuo Line ที่มุ่งหน้าไป Cosmosquare ออกจากสถานีเดินตามป้ายที่ชี้ไปพิพิธภัณฑ์สระน้ำ เดี๋ยวก็เห็น อยู่เรียงกันเลย ชิงช้าสวรรค์ พิพิธภัณฑ์ และ ท่าเรือ มีสวนสนุกนินจาให้เข้าด้วยนะ เผื่อใครสนใจ อันนี้ต้องเสียตังค์เพิ่มนะจ๊ะ

ทุกคนดื่มด่ำกับการนั่งเรือมากกกกก ชมวิวววว กันในฝันหมดเลย เพลียไง นั่งเรือคราวนี้เลยไม่มีเสียงบ่นว่า มานั่งทำไม พักผ่อนกันเต็มที่เลย 555 จากนั้น ก็ไปชมพิพิธภัณฑ์สระน้ำไคยูคัง ชื่นชมกับความน่ารักของเจ้านากขี้เล่น แมวน้ำปล้ำกันไปมา เราชมกันจากด้านบนๆ พอลงมาข้างล่างก็ยังได้เห็นเจ้าตัวเหล่านี้ แสดงว่า พื้นที่ของเค้าลึกดีจริงๆ ปลาโลมาก็ยัััังว่ายไปมา ส่วนบ่อตรงกลาง ก็ปลาเก๋า ปลากระเบน ปลาฉลาม ปลาฉลามวาฬ เป็นแนวคิดในการจัดพื้นที่ที่ดีจริงๆ แต่ความรู้สึกว่า ตู้มันดูโล่งๆ อยู่นะ ค่าเสียหายที่นี่ เป็นเงิน 2,300 เยน ไม่รวมอยู่บัตร และไม่ได้มีส่วนลดด้วย เพิ่งจะปรับค่าเข้าเมื่อกลางเดือนมีนาคมนี่เองงงง

พระเอกของไคยูคัง

พระเอกของไคยูคัง

จากใต้น้ำ เราก็พากันไปนั่งชิงช้าสวรรค์ขี้นท้องฟ้า ชมพระอาทิตย์ยามเย็นได้บรรยากาศ ชมวิวรอบๆ อ่าวโอซาก้าในมุมสูง ที่เราไม่ได้ชมในมุมล่างจากการนั่งเรือ สะพานข้ามเค้าเยอะจริงๆ เราเจอทั้งสะพานแขวน สะพานพุทธ สะพานพระปก แบบสะพานซ้อนคู่กันก็มี ช่างสร้างจริงๆ

ยามเย็นจากมุมชิงช้าสวรรค์ริมแม่น้ำ

ยามเย็นจากมุมชิงช้าสวรรค์ริมแม่น้ำ

ชิงช้าสวรรค์ยังสูงไม่พอ เราไปตึก Floating Garden Observatory ที่มีความสูง 173 เมตร ขึ้นลิฟท์ให้เห็นความสูง แล้วยังไปต่อด้วยบันไดลื่นให้เสียววาบบบบ ไปชมวิวบนตึกที่ทำเป็นทางเดินวนๆ ส่องด้วยไฟ Backlight สะท้อนแสงกันใหญ่ แถมด้วยเก้าอี้คู่รัก และจุดแขวนกุญแจคู่รักคล้ายเกาหลี เอาใจนักท่องเที่ยวเกาหลีกันเต็มที่ วิวสวย ลมเย็น แต่เริ่มหิวกันแล้วค้าบบบ ใต้ตึกมีร้านอาหารที่สร้างเลียนแบบร้านสมัยก่อน เราไม่ได้ทานกันที่ที่ มุ่งหน้ากลับไปแถว Umeda เพื่อหาร้านทำพิซซ่าญี่ปุ่นชื่อดัง Sakura กว่าจะเจอ ก็มีคนคล้ายจะโมโหหิวอยู่ เจอแล้ว พนักงานยังไม่ให้เข้า อะไรว้าาา เค้าว่่่า เต็ม มีคนจอง ก็เลยตัดสินใจแยกย้านกันไป หาที่กินกันเอง ที่เจ็บใจคือ มีคนเดินกลับไปแถวร้านนั้น แล้วเข้าไปนั่งกินได้ที่ฝั่งตรงข้าม งานนี้ งงจริงๆ

มีปลอบท้องกันด้วยทาโกะยากิด้วย อร่อยดีนะ เราก็แยกย้ายไปหาร้านกินข้าว แต่ส่วนใหญ่จะปิดรับ Last Order กันแล้ว ต้องมาร้านที่อยู่นอกห้าง ใต้สถานี อิ่มแล้ว กลับบ้านนนนนนนน นอนนนนนนนนนนนน

ค่าเสียหายวันนี้
นอกจากก้อนใหญ่ๆ แล้ว ก็มี
ค่าอาหารเช้า 110 เยน
ค่าอาหารกลางวัน 780 เยน
ค่าอาหารเย็น 700 เยน

วันที่สอง (13 เมษายน 2556)  เกียวโต: ปราสาทนิโจ้ ปราสาททอง และ อาราชิยาม่า

วัดทอง กับมุม(ไม่)มหาชน

วัดทอง กับมุม(ไม่)มหาชน

หลังจากเหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งวัน จากวันก่อน ที่ลุยกันมาตั้งแต่เดินทางจากกรุงเทพ จนเที่ยวญี่ปุ่นอีก 1 วันเต็มๆ วันนี้ เลยให้ออกกันสายนิดนึง นั่งทานข้าวที่โรงแรมได้ แต่ขอโทษ ตื่นสายจ้า ทั้งคู่เลย ไม่มีใครยอมลุก จัดการตัวเองกันด้วยความรวดเร็ว 8 โมงเป๊ง พร้อมนะ แต่ยังไม่ได้ออกหรอก ก็ทำนู่นนี่กันอีกนิด  แต่ที่เด็ดกว่า คือ ได้สัมผัสแผ่นดินไหว ความแรงขนาดประมาณ 5 ริกเตอร์ เวลาประมาณตีห้าครึ่ง สั่นๆๆๆๆๆๆๆๆ จนต้องลืมตาขึ้นมาดู แล้วก็มองหน้ากับเพื่อน อ้อ แผ่นดินไหว แล้วก็นอนกันต่อ 555 เป็นไงล่ะ แต่ตึกเค้าทำดีจริงๆ นะ เตรียมพร้อมรับสภาพได้เยี่ยมมาก ถ้าเป็นของไทย อาจต้องกระโจนลงตึกกันไปแล้ว
ผลของแผ่นดินไหว ทำให้สายรถไฟของ JR ไม่สามารถเปิดให้ดำเนินการได้ คนเลยหลั่งไหลมาใช้สายอื่นๆ รวมทั้งสายที่เราจะใช้ด้วย คนเลยอัดแน่นกันเต็มรถ ได้สัมผัสบรรยากาศชีวิตชาวญี่ปุ่นที่แท้อีกหนึ่งอย่างในทันที ที่ๆ เราคิดว่า ไม่มีแล้ว เถิบไม่ได้แล้ว ก็เถิบจนได้ วันนี้ เรนั่งรถไฟของ Hankyu Kyoto ที่ถูกจำกัดความเร็วไว้ที่ 25 ไมล์ต่อชั่วโมง ก็ยังดี ยังเดินทางได้ มุ่งตรงไปสู่ปราสาทนิโจ ที่มีชื่อเสียงอันโด่งดัง เป็นหนึ่งในสถานที่ที่คนไปเกียวโตห้ามพลาดดดดดดด

บรรยากาศบนรถไฟยามเช้าที่ขบวน JR ต้องหยุดเดินเนื่องจากแผ่นดินไหว

บรรยากาศบนรถไฟยามเช้าที่ขบวน JR ต้องหยุดเดินเนื่องจากแผ่นดินไหว

มารยาทที่ดีบนขบวนรถไฟคือ ห้ามคุยโทรศัพท์ ใ้ห้ปิดเสียงโทรศัพท์ด้วย มีขบวนรถสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ในตัวเมือง ปฏิบัติกันเคร่งครัดเชียว แต่เที่ยวระหว่างเมือง มีผู้ชายขึ้นแฮะ ยังไง ยังไง ห้ามเสียงดังจากโทรศัพท์ แต่คนไทยเราคุยกันครึกครื้นเชียว ผิดกติกาไหมนี่

ปราสาทนิโจ ค่าเสียหาย 600 เยน เดินไปฟังเสียงนกไนติงเกลกันไป ได้ยินชัดเจนดีแท้ ชมบรรยากาศแต่ละห้อง แล้วก็นึกว่า ถ้าอยู่ในปราสาท จะอาบน้ำกันตรงไหนน้า ยังมองไม่เห็นบริเวณห้องน้ำเลย ถ้าจะอยุ่ข้างนอกเหมือนกับของฝรั่งสมัยก่อน รอบๆ เป็นสวน มีซากุระเรียงเป็นแถว แห้งงงคาต้น แต่ก็มีต้นที่ยังสดและพันธ์อื่นๆ ให้ได้เก็บภาพ ไปนั่งชิวๆ ดื่มชา ทานขนมกันที่โต๊ะแดง กลางลานขายอาหารแบบบรรยากาศงานเทศกาล ได้อารมณ์ดีเหมือนกันนะ

จากปราสาทนิโจ้ เรานั่งรถเมล์วสาย 105 ไปยังปราสาททอง หรือ วัด Kinkakuji ปราสาทต้นแบบของท่านโชกุน จากเรื่องอิคคิวซัง ค่าเสียหาย 400 เยน ทานไอติมกันเป็นก๊วนใหญ่ แต่เราไม่ได้ทาน เพื่อนๆ ต้องไปยืนทานกันให้หมดก่อนจะเข้าไปภายใน เข้าไปปุ๊บ เจ้าหน้าที่จะคอยต้อนให้ว่า ไปทิศไหนก่อน เพื่อถ่ายรูป เดินวนไปให้ถูกทาง มีจุดถ่ายรูปหลัก อยู่ 2 จุดจ้า  ถ่ายรูปมุมมหาชนกันใหญ่เลย นั่นคือ ตากล้องยืน ไล่ต้อนให้เข้าไปถ่ายรูปกันเลย ทั้งเดี่ยว ทั้งกลุ่ม

ออกมาเดินชมร้านค้าระหว่างทาง แล้วมาทานข้าวที่ร้านตรงข้าม ที่นั่งเพียงพอ มีทั้งหมด 7 โต๊ะได้ อาหารใช้ได้เลยนะ มื้อนี้ เจ้าของร้านดูจะโล่งใจ เมื่อเพื่อนเราพูดญี่ปุ่นออกมา 555 ได้ทานข้าวหน้าปลาไหลแล้ว เย้

เดินทางไปต่อยัง Arashiyama ด้วยสายรถเมล์ 205 อัดกันขึ้นไปให้ครบ คนอยู่ข้างบนก็ช่วยกันเบียดเต็มที่ เห็นภาพน้องนักเรียนยืนซ้อน นั่งซ้อนกัน ให้มีพื้นที่พอสำหรับคนที่กำลังจะขึ้นมา น่ารักจริงๆ   ลงที่สถานีรถไฟ Nishioji Shijo ไปลงสถานี Arashiyama ปลายทางเลย

บรรยากาศที่นี่ ดีมากกกกกก สวย ร่มรื่น สบายตา ทั้งภูเขาล้อมรอบ แม่น้ำสายใหญ่ ป่าไผ่ ร้านค้า บ้านเรือนเล็กๆ น้อยๆ น่าเดินเล่นจริงๆ แล้วเราก็เดินกันเต็มที่เลยยยยย เดินไปตามทางอ้อมขึ้นภูเขา ไปเข้าป่าไผ่ตลอดแนว ออกไปเจอศาลเจ้า แล้วกลับมาออกทางถนนใหญ่ เดินผ่านย่านร้านอาหารและร้านค้า ตรงกลับขึ้นไปยังสะพานข้ามแม่น้ำ แ่ต่ไม่ได้แวะไปที่สถานีรถไฟเลยแฮะ อีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำได้ คือ นั่งรถไฟสายโรแมนติคสั้นๆ เพียง 2 สถานี หรือ จะนั่งเรือเล่นในแม่น้ำก็ได้อีกบรรยกาศ แต่เราเลือกเดินนนนน

ทางเดินชิวๆ ริมแม่น้ำ ณ อาราชิยาม่า

ทางเดินชิวๆ ริมแม่น้ำ ณ อาราชิยาม่า

ที่นี่ไปใช้เวลาที่ร้านขายผ้าเช็ดหน้าที่มีบริการปักชื่อ ปักตัวอักษรให้ด้วย รอคิวกันยาววว เพื่อนๆ เลยสำรวจร้านบริเวณนั้นกันแบบใกล้ชิดมากกกก ซื้อนู่นนี่ชิมกันเรื่อย ทั้งไอติม เต้าหู้ ปลาย่าง ถ้าจะทานข้าวเย็นที่นี่เลยก็น่าจะได้บรรยากาศดีเหมือนกัน แต่เราตัดสินใจกลับไปโอซาก้ากัน เพื่อไปกิน ปู ย่าน Dotonbori มีงบประมาณจากกองกลางให้คนละ 5,000 เยน เราเลยจัดเต็ม จ่ายเพิ่มอีก 800 เยน เพื่อได้ชุดปูชุดใหญ่ขึ้น อิ่มมากกก มีเพื่อนอีกคนจัดเต็มกว่า สั่งชุดสุกี้มาเป็นดาวเด่น ปูอร่อย ปูสดก็อร่อย แต่ทั้งแทะ ทั้งเล็ม ปากแต่ละคนเลยมีอาการเจ่อกันหมด บ้างว่าเจ่อเพราะแพ้อะไรสักอย่าง แต่ทุกคนก็กลับมาอยู่ในสภาพปกติ เมื่อทานเสร็จไปแล้วสักพัก

ก่อนหน้าที่เราจะมาทานมื้อเย็น เราก็เดินเล่นซื้อของกันอีกรอบก่อนด้วยนะ

ค่าใช้จ่าย

ค่าเข้าสถานที่ 600+400 เยน

ค่าอาหารกลางวัน จัดเต็มกับอุด้ง ข้าวหน้าปลาไหล และคาเร่ (ที่มีเนื้อเลยต้องช่วยเพื่อนทาน) 1,250 เยน หารกับเบนจ้า

ค่าอาหารเย้น 5,800 เยน Set ปู อิ่มมากกกก

ค่าแสดมป์ 200 เยน ลายสวยงาม

ค่าโปสการ์ด 110 เยน
วันที่ 3 (14 เมษายน 2556) เกียวโต:ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ วัดน้ำใส(วัดคิโยมิสึ) ปราสาทเงิน และ กิออน

ศาลเจ้า

ศาลเจ้า

เช้าวันนี้ เราตื่นกันแต่เช้า Morning Call 5.30 น. สละอาหารเช้าโรงแรมเพื่อจะไปเกียวโตแต่เช้า โดยรถไฟสาย Kaihan Line ขึ้นที่สถานี Yodabashi มุ่งตรงไป สถานี Tambabashi และเปลี่ยนเป็นสาย Local มุ่งไป Fushimi-inari มาถึงศาลเจ้าฟูชิมิอินาริก็ 8 โมงนิดๆ สองข้างทางยังเตรียมร้านกันอยู่ ยังไม่เปิด มีศาลเจ้าใหญ่โตตั้งอยู่ เข้าใจว่า เป็นศาลาเจ้าที่สร้างใหม่ ต้องผ่านเสาแดงงงง เสาใหญ่ และเสาเล็กแบบ 2 ทางเข้าก่อน ถึงจะไปถึงศาลเจ้าดั้งเดิม ยังไม่สุดที่ตรงนี้ ยังสามารถเดินต่อไปเรื่อยๆ และยังคงมีเสาแดง และ วิวให้ชมกันต่อไป แต่สำหรับทริปเรา ดื่มด่ำกันพอแล้วจ้า ที่นี่ไม่มีเวลาเปิด – ปิด เหมาะมากสำหรับจะมาเป็นที่แรก หรือ ที่สุดท้าย

เดินทางต่อไปยังวัดน้ำใส ด้วยรถไฟสาย Kaihan Line ที่สถานีเดิม ไปลง Kiyomizu-gojo จ่ายค่าบำรุงวัดไป 300 เยน วัดนี้เปิดให้บริการตั้งแต่ 6 โมงเช้า – 6 โมงเย็น เดินจากตัวสถานีรถไฟประมาณ 1 กิโลกว่าๆ แล้วก็เดินขึ้นเนินเพื่อขึ้นไปยังวัดอีก มี 2 เส้นทาง คือ เส้นทางสายร้านค้าเยอะๆ กับเส้นทางถนน ก็เลือกเดินขึ้นทางลงทางล่ะจ้า งานนี้

เดินเข้าไปชมความงามของตัวศาลาวัดใหญ่ ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที แต่ใช้เวลาชมวิวจากภายนอกเพื่อเข้ามายังศาลา ในมุมมองของศาลาบนหน้าผากว่า 30 นาที ก็คิดในใจว่า เสียตังค์เข้ามาทำไมนิ ไปเดินดูจากจุดชมวิวเลยก็ได้ (อะนะ ไหนๆ ก็ไหน ให้ได้เดินผ่านหน่อยก็ยังดี) เดินลงไปข้างล่าง ไปต่อคิวดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ หรือ น้ำมนต์นั้นเอง มีทั้งการศึกษา(อนุมานเรื่องงานได้ด้วย) ความรัก และ สุขภาพ ส่วนใหญ่ก็สุขภาพ มีเพื่อนบอก อยากจะดื่มเรื่องความรัก แต่เกรงว่า จะโดนแซว แต่เธอก็เคยดื่มมาแล้วนะ ^^

เดินลงจากวัด ผ่านเส้นทางร้านค้า ให้ได้ชมสินค้า ชิมสินค้ากันไป เราไปแวะทานข้าวที่ร้านริมถนน ร้านนี้มีเมนูภาษาอังกฤษด้วยจ้าาาา ทาน โซบะ + ข้าว + ไก่ทอด นั่งแยกๆ กัน แต่ละโต๊ะก็แชร์กันไป

นั่งรถเมล์สาย 100 เดินทางไปยังปราสาทเงิน ผ่านทางเดินที่จะเข้าไปเป็นเส้นทางนักปราชญ์ เห็นไอติมซากุระที่นี่ เลยลองซื้อมาชิม ผลคือ ไม่ผ่านอย่างแรงงงงงงง สรุปได้ว่า ซากุระมีไว้ชม อย่าไปชิมจ้า

ปราสาทเงิน ค่าเข้าชม 500 เยน ช่างเรียบง่าย ตกแต่งโดยรอบด้วยการจัดสวนหิน แต่งหินเป็นเส้นสาย ก็สวย เรียบไปอีกแบบ ที่นี่มีทางให้ขึ้นไปชมปราสาทจากมุมบน แต่เราไม่ไป เหอ เหอ ไปเดินๆ วนๆ ถ่ายรูปมุมมหาชน พื้นที่ที่นี่เล็กนะ จากนั้นทุกคนก็ตัดสินใจว่า จะไม่เดินเส้นทางนักปราชญ์เพราะไม่มีซากุระให้ชม แต่มุ่งไปกิออนเลย ด้วยรถเมล์สายเดิม ไปลงป้าย Gion

ลงจากรถเมล์มาจะดูเหมือนเป็นถนนสายการค้า เส้นใหญ่ เดินไปสักพัก จะมีทางเลี้ยวให้เข้ามาบริเวณกิออน ซึ่งเป็นแหล่งร้านอาหาร และมีซอยเล็กซอยน้อย บรรยากาศผิดกันลิบลับซ่อนอยู่ มาแล้ว คงต้องเข้าไปนั่งทานอาหารถึงจะได้บรรยากาศที่แท้ หรือ ไปดูการแสดงชีวิตของเกอิชา แต่เราไม่ได้ทำสักอย่าง เดินเล่นอย่างเดียวเลย จนได้เวลา ก็กลับโอซาก้า ไปหาข้าวทาน เนื้อโกเบจ๋า เราจะได้เจอกันแล้ว 555

ขากลับนั่งรถไฟสาย Hankyu Kyoto Line ที่สถานี Kawarama Chi (Kyoto) เป็นสถานีที่อยู่สุดทางเดินถนนใหญ่ แล้วต้องข้ามสะพานไปก่อน ตรงไปเรื่อยๆ ก็จะถึงตัวสถานี

มาถึงโอซาก้า กลับมาแถวนัมบะอีกครั้ง แวะเข้าร้านขายขนมป๊อกกี้ ได้ป๊อกกี้แท่งยักษ์กับโคลอนแท่งยักษ์กลับมากินด้วย ซื้อมาชิมเป็นกองกลาง ก็พบว่า แท่งใหญ่ ดูดี แต่รสชาติสู้แท่งเล็กบ่ได้

วันนี้ เพื่อเจ ขอล้างตากับการทาน โอโคนามิยากิ ไปได้ร้านแถวๆ ร้านปูนั่นแหละ เพื่อนท้องถิ่นเจเคยพามา ได้นั่งด้วยกันทั้งหมด อัดเข้ามุม มีพนักงานค่อนข้างรุ่น ถ้าเทียบกับคุณลุงทั้งหลาย มาคอยทำให้ ผัดไปอย่างครึกครื้น ชิมกันหลายแบบ แต่แยกไม่ค่อยออกแฮะ ได้แต่ตอนกิมจิ เหอ เหอ ได้ชิมเบียร์กันด้วย เป็นเบียร์ปลอมนะ กินเอารส ถ้าอยากเมาก้จัดกันเอง จากนั้นไป Shopping กันต่อที่ร้าน ขายของ 24 ชั่วโมง ที่ทำเพื่อคนไทยโดยเฉพาะเลย เ้ข้าไปก็ได้ยินแต่ภาษาไทย ของที่ฝากๆ ซื้อ ที่หมด ก็เพราะคนไทยนั่นแล

กิจวัตรประจำวันของหลายๆ คน  คือ แช่เท้าในน้ำร้อน บางคนเิปิดน้ำร้อนจนควันโขมง เจ้าหน้าที่โรงแรมต้องมาเคาะเตือนเลย อีกอย่างคือ ทายานวดกันด้วย เรายังไม่ถึงขั้นนั้น แค่แช่น้ำก็สบายแล้ว

ค่าเสียหาย

ค่าเข้าชม 300 +500 เยน
มื้อเข้า ข้าวปั้น 110 เยน
มื้อกลางวัน  515 เยน
มื้อเย็น โอโคโนมิยากิ พิซซาญี่ปุ่น 1400 เยน (คนละ)

วันที่ 4 (15 เมษายน) Universal Studio Japan

วันนี้เรามาย้อนวัย มาหาความสนุก และ สีสันให้กับตัวเอง ออกเดินทางจากที่พัก เพื่อไปที่สถานี JR Osaka นั่งรถไฟ JR สาย Loop ไปลง Universal City เสียค่าบัตรกันไปคนละ 6,600 เยน ตั้งแต่เมื่อวาน โดยเจซื้อผ่านตู้กดที่ร้าน Lawson คุณต้องอ่านญี่ปุ่นได้นะ แล้วก็ใช้บัตรที่ได้เข้าได้เลย ไม่ต้องไปแลกตั๋วใดๆ

ไปถึงแล้ว ก็ถ่ายรูปมุมมหาชนกับ ลูกโลกกกกก ก่อนจะเข้าไปข้างในและพุ่งไปที่ Spider Man 4 D กันก่อนเลย เป็นเครื่องเ่ล่นที่รอนานที่สุดในวันนี้ 50 นาที สนุก ขำ น่ารักดี แอบเหวี่ยงเล็กน้อย เพื่อนน้ำมีอาการนิดๆ ไปชิวกันต่อที่ Space Fantasy คิดว่าจะชิว แต่ไม่ชิวนะ มันคือ รถไฟเหาะนั่นเอง แอบหมุนแรง วนแรง ชอบมากกก ตอนที่เหมือนเจะเข้าไปชนอุตกาบาต แสงวาบๆ สวยเชียว เครื่องนี้เล่นเอา เพื่อนเราแย่ไปหลายคน ไปต่อกับ 4 D เพื่อพักร่างกายกันสักครู่ เป็น Sesame Street ใช้จินตนาการของตัวละครพาไปนั่นเอง เราก็คิดว่า เรื่องนี้ มันจะ 4 D ยังไง

พักทานข้าว ด้วยอาหารที่ซื้อเตรียมกันไว้ แอบงกนิดนึง และเพื่อความสะดวกด้วยแหละ เลยให้เตรียมกันไว้ก่อน หาที่นั่งทาน คล้ายๆ จะไล่เ้จ้าของที่ด้วย งานนี้เราไม่เข้าดูโชว์กันเลย เพราะคิดว่า ดูไม่รู้เรื่อง ไปต่อคิวเครื่องเล่นกันดีกว่า ^^

ลุยกันที่ Jurassic Park หรือล่องแก่งงง แบบมีเรื่องราวนั่นเอง เราเตรียมตัวมาดี เสื้อกันฝนจากเมืองไทย ตัวละ 15 บาท สีสดใสมากกก ของญี่ปุ่นเค้า 400 เยน สีขาว เรือเราเลยเด่น น้ำผู้ซึ่งไม่ยอมเล่น มาเป็นตากล้องให้แทน ใช้มุขซ้อนได้ผลนะ คือ ตอนไต่ขึ้นสูงๆ เราก็เตรียมใจไว้แล้วว่า โดนแน่ เปล่า หล่นมานิดเดียว ล่องไปเรื่อยๆ ผ่านห้องที่เห็นว่าไดโนเสาร์บุกเข้ามาแล้ว จนเจอเจ้าตัวใหญ่อยู่เหนือหัว อ้าปากรอ แล้วก็วุบเลยครับท่าน  มุกคล้ายกับมัมมี่ รีเทิร์นที่สิงคโปร์ และแบบเดียวกันกับ Jurassic Park ที่สิงคโปร์เช่นกัน ถึงตอนนี้ คนอยากเล่นเครื่องเสียว ขอตัวไปเล่น Hollywood Dream Ride  คล้ายรถไฟเหาะไม่ตีลังกา แค่เกือบๆ ระยะทางยาวใช้ได้ เป็นตัวเปิดที่เห็นมาตั้งแต่ตอนเข้า เพื่อนๆ ที่เห็นเลยส่ายหัวกันท่าเดียว ท่าไม่เห็น คงได้เข้าด้วยกันแน่ เหอ เหอ เครื่องนี้ มี 2 แบบ คือ แบบเส้นทางปกติ กับนั่งย้อนหลัง เส้นทางปกติรอ 30 นาที แบบนั่งย้อนหลังรอ 120 นาที ก็ต้องตัดใจเลือกแบบปกติไป แต่แค่นี้ก็ใช้ได้นะ ลงมามีมึนๆ เหมือนเห็นปูไข่ นักแสดงช่อง 5 เล่นก่อนหน้าเราด้วย

ไปลั่นล้ากันต่อ ที่โซน Wonder Land ตัวการ์ตูนทั้งนั้น ไปเล่นท่อคล้ายสไลเดอร์ในท่อเหลือง ให้เราอยู่ในเรือยางแล้วไถลลงมา ตอนเราไปเล่นเครื่องมันมีัปํญหารอร่วม 40 นาที เสียดายมาก ถ้ารู้ จะไปเล่น Back to the Future ก่อน แล้วค่อยกลับมา เพิราะเพื่อนที่ไปเล่น Back to the Future ก่อน มาต่อคิวเล่นท่อเหลืองแค่ 15 นาทีเอง เฮ้ออออ จังหวะไม่ค่อยดี โซนนี้น่ารักดี ใครชอบถ่ายรูป ก้จัดไป

เสียดาย เรามาเร็วกันไปประมาณเดือนนึง ไม่อย่างนั้น ก็จะไ้ด้เล่น Harry Potter แล้ว

เราตัดสินใจไม่อยู่ดูขบวนพาเหรด เดินออกไปช๊อปปิ้ง และเดินร้านแถวๆ นั้น ช๊อปกันได้อีก มีคนไปเจอร้านขายเจ้าฮิปโป Moomin ได้กลับมากันหลายตัวเลย

เย็นนี้ เราจะแยกย้ายกันกิน เพราะส่วนหนึ่งอยากกินเนื้อโกเบอันลือชื่อ ขณะที่ส่วนใหญ่ ไม่กิน แต่ก่อนจะแยกย้ายกันก็พากันไป Shopping ตามความสนใจ และ การตามล่าของแต่ละคน ทั้ง ย่านเครื่องใช้ไฟฟ้า ตามหาซุปเปอร์ ขอบอกว่า ซุปเปอร์ที่นี่ ของน้อยมั่กๆ (ของที่เราต้องการอ่ะนะ) และ ตามหาเครื่องครัว

ไกด์สาว เอ้ย เพื่อนเจ พาเราขึ้น JR ไปทานเนื้อที่ย่านขายเนื้อ ขออภัย จำไม่ได้ว่าแถบไหน แต่ร้านเนื้อตลอดแนวเลยจริงๆ และมีปิดบ้างด้วย ไมปิดวันอาทิตย์ล่ะ งง ก็ไ้ด้ทานเนื้อกันไป แบบไม่ค่อยเปรม เพราะคนเชียร์ไม่คิดว่า เราจะยอมจ่ายเพื่อเนื้อโกเบชั้นดี เลยได้กินแบบทั่วๆ ไปซะส่วนใหญ่ อีกอย่าง นึกว่า เข้าผิดร้านด้วย เลยกินกันแบบกั๊กๆ หวังจะไปกินของดีกันที่ร้านจริงๆ ปรากฏ ถูกร้านแล้ว แต่เค้าแยกเมนู ร้านฝั่งตรงข้าม จะมีเนื้อเกรดดีกว่า ชิส์

ค่าเสียหาย
ค่าตั๋วเข้า Universal 6,600 เยน ไม่ได้ซื้อ Fast Track เพราะคนไม่เยอะมากกกก
มื้อกลางวัน 310 เยน
มื้อเย็น 2,200 เยน
ค่าเดินทาง Subway – ที่พัก สถานีเืพื่อขึ้น JR 200*2 เยน
ค่า JR ไป Universal City 170*2
ค่า JR ไปย่านทานเนื้อ 170*2

วันที่ 5 (16 เมษายน 2556) นาราาาาาาา กวางงงงงงงงคือ เจ้าถิ่น วัดโทไดจิ

เจ้าถิ่น ณ เมืองนารา

เจ้าถิ่น ณ เมืองนารา

เผลอแป๊บเดียว วันสุดท้ายของการเดินทางแล้ว วันนี้เราจะมาปิดท้ายด้วยการใช้บัตร Kansai Through Pass เดินทางไปยังเมืองนารา เมืองที่มีสัญลักษณ์คือกวางงงง  มุ่งหน้าสู่เมืองนาราด้วยรถไฟ Kintetsu Nara Line ที่สถานี Namba ลงสถานีสุดท้ายยยย ได้นั่งตลอดสายเลยค้าาาา งานนี้

เมืองนารา เป็นเมืองที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นเมืองเก่าอย่างแท้จริง สงบ บ้านแบบดั้งเดิม และกวางคือเจ้าถิ่นของที่นี่ เราจะเห็นกวางเป็นระยะ ตลอดทางเดินทางที่มุ่งไปสู่วัดโทไดจิ และจะเจอกับฝูงใหญ่ที่สวนสาธารณะ หน้าวัด มีขนมเซมเบ้เป็นตัวล่อให้กวางเข้าหา ถ้าคุณไม่มีขนม อย่าหวังว่ากวางจะสนใจคุณ อาจมีดมๆ บ้าง แล้วก็เดินจากไป

วัดโทไดจิ (ค่าเข้าชม 500 เยน) ก็เป็นวัดที่ใหญ่ และดูสงบ แม้จะมีนักท่องเที่ยว นักเรียนมาเยือนกันอยู่สม่ำเสมอ วันนี้ก็เช่นกัน นักเรียนประถมหมวกแดงเดินมาเป็นแถวยาว คนที่เคยมาบอกว่า วันนี้คนน้อย ก็จริง เพราะแถวที่จะต่อเพื่อลอดช่องไม้ภายในวัดช่างสั้นจริงๆ ให้เราได้ลอดกันได้อย่างสบายใจ แม้จะเจอกับนักเรียนกลุ่มใหญ่ก็ตาม ลอดกันมาได้เกือบหมดทุกคนน้าาา มีบันทึกวิดีโอไว้ด้วย คิดอยู่ว่า จะทำอะไรกับวิดิโอดี

จริงๆ จะมาที่วัด ไม่อยากเดินก็ขึ้นรถเมล์ได้ แต่เดินมาก็สบายๆ ระยะสัก 1 กิโลได้ อากาศดีด้วย อากาศอุ่นขึ้นทุกวัน จบที่ 20 องศา แวะทานข้าวกลางวันที่ถนนสายการค้าใกล้สถานี ได้ทานอาหารชุดที่คุ้นเคยคล้ายร้านฟูจิที่นี่ด้วย ใครตามหามีดญี่ปุ่นแบบ handmade ที่นี่มีนะ แต่มีอย่างละอัน ถ้าถูกใจอันเดียวก็เสร้จไป

นั่งรถไฟกลับโอซาก้า ไปเอากระเป๋าและมุ่งสู่สนามบิน ช่วงทางข้ามทะเล รถไฟสั่นมากกก ลมข้างนอกต้องแรงมากๆ เลย เพื่อนบอกว่า ถ้าพายุเข้า ก็ต้องหยุดวิ่ง เครื่องบินก็ดีเลย์กันหมด แหงสิ ผู้โดยสารเข้ามาไม่ได้นี่นา

ปิดทริป โอซาก้า เกียวโต ตามแผนที่วางไว้ ได้ครบทุกอย่าง แล้วทริปหน้าสาวๆ กลุ่มนี้จะไปที่ไหนน้า ไปแน่ เพราะยังเก็บตังค์ต่อเนื่องกันต่อไป

ค่าใช้จ่ายวันนี้
มื้อกลางวัน 780 เยนมั้ง ไม่แน่ใจ แหะแหะ เป็นอาหารชุดข้าวไก่ทอด

สรุปรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ค่าบัตร ค่ารถ ค่าเข้า ค่าที่พัก ต่อคน คนละ 57,080 เยน
ค่าอาหาร + ค่าขนม ต่อคน คนละ  25,000 เยน
มีค่าขนมจิปาถส่วนกลางด้วยอีก 30,000 เยนได้ แว่วว่าเหลือ 10,000++ สำหรับ 13 คนนะ

คนละ ไม่เกิน 50,000 บาท สำหรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก็ถือว่า ใช้ได้เลยนะ
เรทที่แลก ตั้งแต่ .34 – .32

Advertisements

การมาชมคอนเสิร์ตครั้งนี้ อิ่มเองมากกกก  ทั้งคอนเสิร์ต ทั้งอาหารการกิน อย่างง พูดถึงอาหารการกินจริงๆ งานนี้จัดที่โรงแรม แกรนด์ไฮแอต มีอาหารว่างๆ ให้ทานทั้งก่อนจะเข้าคอนเสิร์ต และ ระหว่างเบรก อิ่ม อร่อย เปรมมากกกกก

คอนสิร์ตนี้เป็นคอนเสิร์ตการกุลศลจัดโดยสโมสรโรตารี่ ภายใต้คอนเสป A Night At The Movies ร่วมกับวง BCO Bangkok Charity Orchestra

Les Miserables Medley จากหนังเรื่อง Les Miserables บรรเลง
Colours of the Wind จากหนังเรื่อง Pocahontas เพลงร้อง โดยโรส ศิริทิพย์ เธอ พูดภาษาอังกฤษได้คล่อง และเป็นตัวของตัวเองมาก ตอนภาษาไทยยังไง ภาษาอังกฤษก็อย่างนั้นเลย เพิ่งรู้ว่า เด็กอินเตอร์นะนี่ จากนั้นยังแถมด้วยเพลง Super Man “it’s not easy” พร้อมกับกีตาร์ตัวเก่ง
Forrest Gump Suite จากหนังเรื่อง Forrest Gump บรรเลง
La Vie en Rose จากหนังเรื่อง La Vie en Rose  เพลงร้อง โดย มิ้น อรรถวดี รู้สึกเสียงดนตรีกับเสียงร้องไม่ค่อยลงตัวนะ เหมือนข่มกัน เพลงแถมเป็นเพลง Someone like you ที่มิ้นโชว์เปียโนท่อนเริ่ม
Selection from Evita  จากหนังเรื่อง Evita
She จากหนังเรื่อง Notting Hill ร้องโดยครูิบิ๊ก
I believe I can Fly จากหนังเรื่อง Space Jam ร้องโดย ครูบิ๊ก
เพลงแทรก ไม่ทราบชื่อเพลง แสดงโดย นักเปียโนและนักแซ็กโซโฟนตาบอด ต่อเนื่องมาจากโครงการอักษรเบลล์สำหรับนักดนตรีตาบอด
Cinema Parasiso จากหนังชื่อเดียวกัน

Interval 30 นาที ช่วงนี้ แม่ขอกลับก่อนเพราะรุ่งขึ้นต้องไปต่างจังหวัด พี่กั้งเลยกลับด้วย พาไปส่ง แต่ก่อนกลับก็กินของว่างกันอย่างอิ่มหนำสำราญ

Theme from ‘Mission Impossible’ บรรเลง
My Heart will go on จากเรื่อง Titanic ร้องโดยลูกโป่ง ในชุดสีชมพูสดมากกก
Way back into Love จากเรื่อง Music&Lyrics ร้องโดย ลูกโป่ง และ ครูบิ๊ก
Tango จากเรื่อง Scent of a Woman ร่วมบรรเลงโดยนักไวโอลินรับเชิญ
แทรกเพลงเพิ่มขึ้นมาในเพลง What a wonderful world โดยนักร้องคนกันเองกับผู้คุมวง เสียงคล้ายอยู่นะ เป็นเพลงแทนเพลงธีมจาก Star Wars เลย แอบเสียดายนะ จะเพิ่ม ไม่ว่ากัน แต่ไม่น่าตัดเลยค่ะ
Theme from “Schindler’s List” เพลงบรรเลง
Leaving on a Jet Plane จากเรื่อง Armageddon ร้องโดย โรส งานนี้ร้องเยอะอยู่ ดูท่าจะคุ้นเคยกับวงนี้ด้วย น่าจะร่วมงานกันบ่อย งานการกุศลเห็นชื่อโรสเยอะ
If we hold on together จากเรื่อง Land Before Time โรสอีกเช่นเคย
Pirates of the Caribbean Medley ฟังแบบเต็มวงก็ดูยิ่งใหญ่ดี แต่ทำไมรู้สึกว่า ฟังจากกีตาร์ตัวเดียวจากน้อง Jungha ดูยิ่งใหญ่พอกันเลยล่ะ แหะๆ
แต่เพลงนี้ไวทยาการท่านบอกว่า ไม่เคยดูหนัง ถ้าฟังแล้วผิดทำนองก็เป็นความผิดของตัวเท่านเอง
ปิดท้ายด้วยเพลงนอกรายการ Pink Panter

เริ่มการแสดงเวลา 20.15 น. ปิดเวลา 22.30 น. พักเบรกไป 30 นาที
ที่นั่ง ไม่ระบุที่นั่ง เป็นผู้ใหญ่ แต่งตัวกันดี เช่นมางานโรงแรม รู้สึกเราอยู่ผิดที่เล็กน้อย แต่หาได้แคร์ไม่ 555
ผู้ร่วมขบวนการ แม่ พี่สาวทั้งสอง
สถานที่ โรงแรมแกรนด์ไฮแอต เอราวัณ ห้องบอลรูม
ขอบคุณสำหรับบัตรคอนเสิร์ต

Poster ดูไม่เหมือนตัวจริงเลยยยยยยย

 

คอนเสิร์ตฉลองครบรอบ 10 ปีของ DepaPepe ขอสารภาพว่า แทบไม่รู้จักเลย จนกระทั่งมาทำเพลงร่วมกับ Singular เมื่อปีที่แล้ว เลย อ๋อออ วงนี้เองงงง แล้วทำไมถึงได้มาดูคอนเสิร์ตนี้ล่ะ พี่สาวอยากดูค่ะ และก็ดีใจที่ได้มาแคอนเสิร์ตนี้ เพลงเพราะ ศิลปินเต็มที่มากกก พยายาม Entertain สุดชีวิต ตั้งใจคุยภาษาไทยจริงจังมากกก ว่าแต่ ใครนับไว้บ้าง ว่า ทาคุยะ พูด Thank you กับ ขอบคุณครับ Thailand ทั้งหมดกี่ครั้ง งานนี้ไม่มีนาฬิกาแจกนะ (ใครอ่านถึงตอนนี้ก็ต้องนึกถึงรายการดนตรีเก่าแก่รายการหนึ่งกันเลยทีเดียว บ่งบอกรุ่นจริงๆ)

 

หน้าตั๋วแจ้งว่าคอนเริ่ม 20.00 น. แต่เริ่มจริง 20.15 ได้ โดยมีวงเปิดเป็นศิลปินนักกีตาร์ชาวไทย ในนาม Two Flowers บรรเลงทั้งหมด 4 เพลง ระหว่างทาง, คืนอันมืดมิด,ให้ดอกไม้, และเดือด เสียงกีตาร์ช่วงแรกๆ ดูไม่ค่อยประสานกันเท่าไหร่ ยิ่งพอมาฟังของ Depapepe ยิ่งเห็นความแตกต่าง ไม่แน่ใจว่า เพราะ Sound Check ไม่เหมือนกันรึเปล่า

 

รอกันไปอีกสักพักใหญ่ ทิ้งช่วงนานไปนิด ไม่แน่ใจว่ามีปัญหาอะไรหลังเวทีรึเปล่า

 

DepaPepe ประกอบไปด้วย ทาคุยะ มิอุระ (เดปาซัง) และโยชินาริ โทคุโอกะ (เปเป้ซัง) ดูโอกีตาร์จากเมืองโกเบ ที่ครั้งนี้มาถึงเมืองไทยอีกครั้ง พร้อมกับมือกลองและมือคีย์บอร์ด ทำให้เสียงเพลงยิ่งหนักแน่นมากขึ้นไปอีก

 

Depapepe ออกมาแล้ววววว แสง สี เสียง แน่นมากกกกก สวย ละเอียดทุกเม็ด เชื่อว่า คิดกันจริงจังทุก Moment กันเลยทีเดียว เสียงกีตาร์ใสมากค่ะ นี่คุณเล่นกีตาร์โปร่ง ร่วมกับวงอยู่นะ รายชื่อเพลงดังต่อไปนี้ค้าบบบ

Hoshinokazudake negaihatodoku

Flow

MTMM

Over The Sea

ทาคุยะ พยายามพูดภาษาไทยอยู่ตลอดเวลา พูดคุยจริงๆจัง ไม่ใช่แค่ทักทายนะ น่ารักจริงๆ และเห็นถึงความพยายามในการพูดภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษด้วย ซึ่งต่างจากเวลาพูดภาษาญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง ส่วนโยชินาริ มาด้วยคำว่า ขอบคุณครับ เสียงเข้มๆ แต่ได้ใจมาก พูดอยู่คำเดียวทั้งคอนเสิร์ต 2 ครั้ง และเป็นภาษาญี่ปุ่นอีก 1 ครั้ง เสียงกรี๊ดถล่มทลาย

Kimdori

tsubame

aisyu violet

kazamidori

Hi-D เพลงนี้ตอนแรกนึกถึงไฮดี้ ชื่อตัวละคร

Kittomataitsuka Some other day เพลงที่เค้าแต่งในเมืองไทย บรรเลงจนเกือบจบ แล้วก็เชิญ Singular ออกมาร่วมแจม กับเนื้อร้องภาษาไทยจากซิน ต่อด้วยเพลงเบาเบา และ Share my world ที่ซินยังคงร่วมร้อง และเชิญนัทให้กลับไปพักผ่อนได้

 

มีเพลงแบบมีเนื้อมาคั่นบ้างก็ดีเหมือนกันนะ แหะแหะ เข้าสู่ช่วงบรรเลงกันต่อ Life is a Journey ช่วงนี้ทาคุยะขอให้ผู้ชมช่วยกันยืนด้วย เข้าใจว่าเป็นช่วง Dance ของคอนเสิร์ตแล้ว ก็ช่วยกันปรบมือ

Sky! Sky! Sky!

DUNK

T.M.G.

START 

ยืนกันจนถึงช่วงนี้เลย เพราะคนหน้าไม่นั่งไง ตัวสูงเกิ็นนน มีให้อังกอร์ด้วยนะ ก็ส่งสัณญานกันขนาดนี้ ไม่เปิดไฟคนดู แต่แอบทิ้งช่วงนาน เจ็บมือ มือแดงไปเลย

 

อังกอร์กันด้วยเพลง Union และ One ที่มี MV น่ารักๆ ด้วย ประมาณให้คนชู 1 นิ้ว ก่อน จากนั้นก็คู่กับสิ่งที่เป็นที่หนึ่งในดวงใจของแต่ละคน  ปิดท้ายจริงๆ ด้วยเพลง Summer Parade เค้าบอกว่า This is our Last Last LAst LAst song แล้วก็ขอถ่ายรูปรวมกับคนดูด้วย ถ่ายกันหลายรอบเลย ไม่เห็นเราชัวร์ 555

 

งานนี้เล่นเอาหลงเสน่ห์ศิลปินไปเลย เหล่าผู้ฟังทั้งหลายต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน เนื่องจากส่วนใหญ่ รู้จักเพลง ฟังเพลง แต่ไม่เคยรู้จักตัว คนที่เคยดูเค้าเล่นสดส่วนใหญ่บอกว่า ปกติจะมาเป็นแขกรับเชิญ เลยเล่นๆๆๆๆๆอย่างเดียว ไม่ค่อยได้คุยเท่าไหร่ คราวนี้คุยเยอะ ก็จัดไป

 

สบายดีไหม สนุกไหม ผมจะกลับมาที่เมืองไทยอีก น่ารักจุงเบย (มาได้ไง ใครสอนนี่) ที่ขาดไม่ได้คือ ขอบคุณครับ Thailand มาหลังทุกเพลง แม้ระหว่างเพลงก็ยังมาาาาาา

 

เสียงกีตาร์ที่น่าประทับใจ จะหวานก็หวานได้ ทำซึ้งก็ซึ้งได้ สนุก หนักแน่น หลากหลายแนววววว อยากเล่นกีตาร์ได้สักครึ่งหนึ่ง แต่ตอนนี้ ขอกลับไปตั้งสายกีตาร์ที่บ้านก่อนนะ แต่ให้ดี ใครก็ได้ช่วยตั้งสายให้ด้วยยยยยยยยยย

 

ผู้ร่วมขบวนการ พี่สาว และ ตัวเอง รู้ว่าเพื่อนอีก 2 คนก็ไป พอมาดูแถว อ้าว ห่างกัน 2 แถว ที่นั่งเยื้องกันนิเดียว ขณะที่อีกคนก็ทำงานนี้ (เป็นที่มาของเหล่าชื่อเพลง ไม่งั้น ด้นสด ไม่มีเชื่อเพลงแน่ๆ อิอิ) รวมตัวกันหลายคนเข้า เลยนัดเพื่อนคนอื่นมาเจอกันซะเลย กลายเป็น Reunion ทริปเที่ยวไปแล้ว จัดกันไป ผสม 2 งานมาไว้ด้วยกัน

 

บัตรราคา 1,500 บาท

สถานที่ BCC Hall, เซ็นทรัล ลาดพร้าว

วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2556

 

ขอบคุณเพื่อนส้มสำหรับรายชื่อเพลง และ ลายเซ็นต์บนปกซีดี ขอบคุณค้าบบบ ประเทศไทย ^^

 

ตัวอย่างเพลง ลองไปหาฟังกันดูนะคะ ฟังเพลินๆ ชิวๆ

เพลินจิต เพลินกับเพลงในยุคก่อนๆ อาจจะได้ยินบ้างในช่วงตอนที่เด็กมากกกกก แต่ส่วนใหญ่จะได้ฟังตอนโตๆ แล้ว ในรูปแบบดั้งเดิมบ้าง ร้องใหม่บ้าง แต่เสน่ห์ของเพลงก็ยังคงอยู่ เพื่อนที่เป็นอาจารย์ฮัมเพลง แล้วเ็ด็กถาม รู้จักเพลงนี้ด้วยเหรอ ไม่อยากจะบอกว่า นี่มันเอามาร้องใหม่เป็นรอบที่ล้านแล้วมั้งคะ ^^

 

เปิดกันด้วยเพลง กัญชา โดย เจนนิเฟอร์ คิ้ม และ เบน ชลาทิศ ช่วงต้นๆ ก่อนจะส่งต่อให้กับแขกรับเชิญที่น่าจะได้รับการสลับคิวให้มาร้องก่อนเลย แอ๊ด คาราบาว ในเพลง วณิพก, คนล่าฝัน และ ทะเลใจ น้าแอ๊ดบอกว่า ได้เป็นวงเปิดให้กับศิลปินต่างชาติ วง Santana และครั้งนี้ก็มาเปิดให้ศิลปินไทยบ้าง  ผมมีงานต่อที่สุพรรณตอน 20.00 (นั่นไง) จะไปยังไงทันละนี่ สมน้ำหน้าตัวเองจริงๆ

 

วันหวานยังหวานอยู่ คอรัสร้อง 1 ช่วงงง คล้ายเป็นโฆษณาคั่นโดยคอรัส

 

เจนนิเฟอร์ คิ้ม ในเพลง One Way Ticket เซ็กซี่มากกก, Ra Ra Rusbutin เบน-นัท, You May Be Right ก้อง และ ร้องรวมมมมด้วย พูดคุยและแนะนำตัว แต่ละคนก็แนะนำชื่อ เจ๊คิมบอกว่า เมียใหม่ ก้อง สหรัฐค่ะ อิอิ แทะเล็มไปเรื่อยๆ  ทั้งพี่ก้อง ทั้งนัท จนเบนถามว่า ผมละครับ เหอ เหอ เจ๊คิมบอก คู่โน้น พี่ก้อง-นัท เค้าเพลินจิต ส่วนคู่เรา เพลียจิต

 

Intro อลังการมากกก ไฟสวยมากกก เจ๊คิ้มในเพลงทั้งรักทั้งเกลียด,รักที่อยากลืม เบนมาปิดด้วย ลมหายใจแห่งความคิดถึง ช่วงนี้นั่งฟังกันฟินมากกกก ตัวพ่อ ตัวแม่

 

นัท กับเพลงใจคนคอย, ดวงฤดี ของต้น สุชาติ ชวางกูร ซึ่งอยู่ในงานนี้ด้วย ยืนโชว์ตัว, พี่ก้อง มาพร้อมกับกีตาร์ตลอดเวลา ถ้าเห็น stage วิ่งถือขาไมค์มาวางก็รู้ได้เลยว่า พี่ก้องมาแล้ว ในเพลง เพียงสบตา วงแกรนเอ็กซ์, สักวันหนึ่ง อินโนเซนต์ เกริ่นเปิดตัวศิลปินรับเชิญคนต่อไป นอกจาก แกรนเอกซ์ และ อินโนเซ็นต์ ก็ยังมี พี่อ๊อด คีรีบูน ในเพลง รอวันฉันรักเธอ พร้อมกับร้องเปล่ากับกีตาร์ 1 ตัวด้วย และปิดด้วย อดีตรักยามเย็น

 

เพลงสนุกๆ เริ่มกลับมาอีกครั้ง ใครจะเชื่อ เจ๊คิ้ม กะ พี่ก้อง มาในเพลง น่าอาย ประโยคแรกมา ร้องซะ Sexy สุดท้าย ก็คิขุ 555 ร้องจบ เจ๊คิ้มบอก พี่ก้อง หล่อลากกกกกกกก พี่ก้องไม่เล่นด้วย เอาแต่ถามหาเพื่อนสาวที่ออกมาเต้นด้วยเืมื่อกี้ เพื่อนไปไหน เหลืออยู่คนเดียว (น้ำเสียงประมาณ เสียดายจัง) เจ๊คิ้มมีบ่น ใครเลือกเพลง ไม่เข้าเลย พี่ก้องบอก น่าจะเป็นเพลง น่า(ไม่)อาย มากกว่า เจ๊คิ้มค้อนควับ บอกเมื่อก่อนไม่เป็นอย่างนี้ เจอกันตอน 28 ไม่เป็นอย่างนี้ เดี๋ยวนี้เป็นแล้ว แซวพี่ก้องว่า สายตายาวววว มองเห็นแต่คนไกลตัว “เปล่า” พี่ก้องบอก เป้าใหญ่ขึ้น 555 ว่าแล้วก็มาลุยกันต่อกับเพลงสาวเทคนิค โชว์เต้นด้วย พี่ก้องบอก เหมือนหมูโดนน้ำร้อนลวก

 

ช่วงต่อไป เจ๊คิ้ม จัดยาววว กับฉากเหมือนอยู่ในวัง เปลี่ยนแปลงไปตามเวลาและอารมณ์ ในชุดเพลงของ Hot Pepper:หัวใจสลาย,ยากจะหักใจลืม,เช็ดน้ำตากับอกฉัน,พิษรัก จากนั้นก็ทวนความทรงจำสมัยร้องเพลงตามผับตามบาร์ ที่อโคจรแค่ไหน ดิฉันก็ร้องมาแล้ววว ลูกค้าชอบขอให้ร้องเพลง Happy Birthday ก็ไม่เข้าใจ ไม่ได้เป็นญาติเป็นโยม พูดออกอากาศขนาดนี้ คงไม่มีใครกล้าขอแล้ว

 

เบนออกมา มาดเด็กเชียร์ หรือ เจ้าของบาร์มากกก เจ๊ๆ ลูกค้าอยากขอเพลงบอกว่า เบื่อ Hot Pepper ขอดอกไม้ป่า แล้วก็ดูชุดเจ๊ ลายดอกเยอะๆ แล้วก็ชี้ตัวเองส่วนนี้ ดอกไม้เดียวกัน   จากนั้น คู่นี้ก็มาในเพลงเหลือเชื่ออีกหนึ่งเพลง เต่ากับกระต่าย ทำท่าซะน่ารักเชียว เจ๊บอก หนังหน้าไม่ได้เป็นคนดีเลย น่าจะเป็น ชาวนากับงูเห่า ตามด้วย มองให้เต็มตา, ปิดท้ายด้วยทุยใจดำ

 

เพลงต่อไป เบนเห็นแล้ว ต้องขอจากพี่คิ้มเลย ถ้าพี่คิ้มร้องก็ธรรมดา ต้องเบน ในเพลง เกลียดคนสวย เธอจัดเต็มค่ะ อาจจะยังไม่ถึงขนาดอ๊อฟ (งานนี้อ๊อฟก็โดนพาดพิงอีกเช่นเคย ข้อหาอยู่กับอ๊อฟมากเกินไป) โบกมือ ทำท่าเป็นนางงาม ต่อด้วย มารยา แสดงอารมณ์และพลังเสียงกันอย่างเต็มที่

 

ช่วงต่อไป ออกแนววัยรุ่นขึ้นมาอีกนิด รับหน้าที่โดยหนุ่มนัท และแขกรับเิชิญ นัทมาในเพลง ปาป๊ามาม๊า, รักครั้งแรก และ เพราะเธอรึเปล่า แอบร้องเพลงของพี่ต้น สุชาติที่นัทชื่นขอบด้วย ในท่อนฮัมๆ ศิลปินรับเิชิญต่อไปมาแล้วจ้าาาา โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ กับเปียโนสีขาว ในเพลง รักมิใช่ดวงดาว ออกมาพยายามบิ้วคนดูเต็มที่ เอานะ ก็พอได้อยู่ ลุกกันประมาณนึง,ใจสยิว -แมคอินทอช, จากนั้น 2 หนุ่มก็มาจิ้น เอ้ยมาร้องร่วมกันด้วยเพลงประกอบภาพยนต์วัยอลวน น่ารักและเธอที่รักร้องจบมีแซวกันเองว่า ร้องแบบไม่ยอมสบตากันเลย

 

วันหวานยังหวานอยู่ ร้องคั่นอีกครั้งหนึ่ง 1 ในคอรัสมี เดียร์ อะคาเปล่า 7 ด้วยคับ

 

ช่วงรวมฮิตเพลงมันส์มาอีกครั้ง Kungfu Fighting – เบน/นัท, Lady Bump – เจ๊คิ้ม, a ba ni bi ที่ร้องอาบาเดบี อาโบเดเบ พี่ก้อง แล้วก็ร้องรวมด้วย เจ๊้ค้ิมบอก อยากเต้นต่อ พี่ก้องถาม ไปกินยาอะไรมา เจ๊คิ้มบอกว่า ก็บอกไปแล้วว่ากินข้าวก้องงงงงง   ปิดท้ายคอนเสิร์ตด้วยเพลง Yesterday Once More ด้วยความซาบซึ้งกับเพลงฟังสบายๆ ที่แม่ฟังอย่างสบายใจไม่ต้องอุดหู 555

 

งานนี้ พี่ก้องดูมีปากมีเสียงขึ้นเยอะกว่าปกติที่อยู่หน้าเวที คงเพราะอยู่กะเจ๊คิ้มเยอะ โดนมาแยะ เลยขอคืนบ้าง เจ๊คิ้มดูจะได้รับผิดชอบเพลงค่อนข้างเยอะ เบนได้รับเพลงเด่นๆ นัทหนักเต้น พี่ก้องก็เท่ห์กับกีตาร์ไป

 

แสง สี เสียง ภาพประกอบสวยมากกกกก ภาพรวมดูดี น่าประทับใจ เล่นคอนเสิร์ตตรงเวลา เป็นกำลังใจให้ผู้จัดต่อไป แม้จะไม่ได้เต็มมากกก แต่จัดได้ 2 รอบ ขนาดนี้ ก็น่าพอใจ(มั้ง)

 

บัตรราคา 1000 บาท เดินขึ้นมาสูงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แม่บ่นเลย 555

 

วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556 วันแห่งการดูคอนเสิร์ต ดีนะ เล่นอยู่ที่เมืองทองธานีทั้งคู่ ถ้าต้องวิ่งข้ามไปราชมังคลา ตายแน่ วันนี้มีคอนเกาหลีด้วยจ้า

 

ผู้ร่วมขบวนการ แม่ พี่สาวทั้งสอง และตัวเอง

 

งานนี้มีคุณน้านั่งๆ ข้างๆ ถือไอแพดพิมพ์ชื่อเพลง ในขณะที่เราถือกระดาษและปากกา ^^


Advertisements

Categories