Ras's Blog

Archive for January 2009

สายๆ วันพุธที่ 7 ม.ค. 51 วันสุดท้ายของการเปิดบ้าน เนื่องในโอกาส 100 ปี จุลจักรพงษ์
 
แรกๆ ที่พี่สาวชวนก็เฉยๆ ไม่ได้เป็นคนบ้าวังไง แต่นะ ไหนๆ ก็ไหน เลยไปก็ได้ ค่าเข้า 500 บาท พร้อมหนังสือและซีดี มีเจ้าหน้าที่บรรยายให้ด้วย
 
ก้าวแรกออกจากบ้าน เดินไปท่าเตียนเพื่อข้ามเรือและเดินต่อไปยังบ้านจักรพงษ์ตั้งอยู่เยื้องกับพิพิธภัณฑ์สยาม ครั้งหนึ่งเราเคยชะเง้อมองเข้าไปเห็นหลังคาบ้านและต้นไม้ที่ให้ความร่มรื่น เมื่อก้าวเข้าไปในบ้านจริงๆ ก็สัมผัสได้ถึงความชุมชื้นของสวนโดยรอบ ตัวบ้านที่ดูเด่น สีภายนอกไม่จัดมาก ดูอบอุ่น ตัดขอบขาวบ้าง เขียวบ้างตามจังหวะ ด้านซ้ายมือ ก็ยังมีบ้านอีกแปรสภาพเป็น วิลล่าให้พักได้ด้วยราคา ตั้งแต่ 4500 – 20000++ ดูดีมั่กๆ ใครมีตังค์อยากเปลี่ยนที่นอน ขอเชิญ ได้บรรยากาศมากๆ
 
เดินเข้ามาก็มีเจ้าหน้าที่คอยบอกให้ตรงเข้าไปด้านในสุดเพื่อไปชมภาพยนตร์สั้นที่ตัดต่อเพื่อเผยแพร่งานนี้โดยเฉพาะ และได้แจกกลับมาด้วย ก่อนที่เจ้าหน้าที่บรรยายจะมาตามให้ขึ้นไปบนบ้านได้ เจ้าหน้าที่บรรยาย หรือ ไกด์คนนี้ ดูเหมือนเป็นพ่อบ้านเลย บรรยายได้บรรยากาศ และดูมีความรักในสถานที่ อันไหนไม่รู้ก็บอกไม่รู้ แต่ก้บอกว่า เท่าที่ทราบผมก็เห็นแต่ที่นี่ ส่วนแรกของบ้านคือ ระเบียง ซึ่งเมื่อก่อนยังไม่ได้ทำกำแพงล้อมรอบ เป็นครึ่งวงกลมน่านั่งเล่นมากๆ สำหรับในยุคปัจจุบัน แต่ถ้าในอดีตที่โล่ง มียุงเพื่อนนี่คงขอคิดก่อน ด้านหน้ามีรูปถ่ายสายตระกูลให้เห็นด้วย ฮิวโก้ใช้รูปปัจจุบันมากๆ ผมยาวสีเข้ม มีเคราเล็กน้อย สวมหมวกคาวบอย ขณะที่น้องชาย น้องกู้ น้องคนละพ่อ ดูเป็นเด็กฝรั่งต่างชาติทั่วไป ที่หล่อนะ แต่ยังไม่เท่าพี่ เพราะหน้าแอบกลมไปนิดนึง การตกแต่งภายในบ้าน มีทั้งของรัสเซียและอังกฤษ เนื่องจากบ้านนี้ ตั้งแต่สมัยจุลจักร ภรรยาชาวรัสเซีย พอมาถึงจุลจักรพงษ์ ก็ภรรยาชาวอังกฤษ ฟังเรื่องเล่า แล้วมานั่งอ่าน ชีวิตลูกครึ่ง ไม่สิ ต้องบอกว่า เจ้าชายลูกครึ่ง มีความลำบากพอสมควร ทั้งจารีต ทั้งการเลี้ยงดู ไม่เหมือนลูกครึ่งปัจจุบันเลย ที่เป็นที่สนใจและให้ความนับถือ
 
แต่ละห้องมีสีสันมากๆ ทั้งห้องชมพู ห้องแดงเลือดหมู ของตกแต่เต็มบ้าน ภาพวาดเหมือนสีน้ำมัน หล่อมากๆ ทั้งพ่อ ทั้งลูก ทั้งหลาน ข้าวของเครื่องใช้ก็นำมาตกแต่งให้ได้เห็นกัน ในห้องหนังสือมีต้นฉบับ เกิดวังปารุสก์ด้วย เป็นลายมือมีการแก้ไข ลายมือคล้ายแม่เลย ลายมือแบบคนสมัยก่อน ที่เขียนหวัดนิดนึง แต่ไม่ติดกันเลยอ่านง่าย รูปภาพสมัยยังเล็ก น่ารักมากๆ เด็กลูกครึ่งน่ารักจริงๆ เพระน่ารักอย่างนี้พระพันปีถึงใจอ่อน รับเป็นหลานในที่สุด แต่ชีวิตท่าก็น่าสงสาร พ่อเสียตั้งแต่ยังเล็ก ย่าก็มาเสียต่อจากนั้นไม่กี่ปี แล้วถูกส่งไปเรียนต่างประเทศ ห้ามกลับบ้านจนกว่าจะครบ 10 ปี ท่านรู้สึกเหมือนถูกทิ้งเลย อีกทั้งคำสอนก็บอกว่า อย่าซ้ำรอยเดิม แต่ในที่สุด ท่านก็แต่งกับภรรยาชาวอังกฤษ ตั้งใจว่าจะไม่มีลูก เพราะไม่อยากให้ลำบากเหมือนตน แต่สุดท้ายก็มีลูกสาว ซึ่งเป็นแม่ของฮิวโก้ กับกู้นั่นเอง เราได้ชมบ้านชั้นล่างสุด จริงยังมีอีก 2 ชั้นแต่เป็นที่อยู่ส่วนตัวเลยไม่ได้ขึ้นไป
 
จากนั้นก็เดินเล่นชมสวนรอบบ้าน มองไปมีท่าน้ำ สองข้างทางเป็นกล้วยไม้ มีบ้านทรงไทย ที่ทำเป็นที่พักด้วยเหมือนกัน เห็นว่ามีสระน้ำด้วย แต่มองจากข้างล่างไม่เห็น มีสระเล็กๆ ตั้งอยู่กลางสนามหญ้าและมีแท่งแก้วเขียวๆ รูปทรงเก๋ ตั้งไว้เรียกลูกค้า ให้ถ่ายรูป เราก็สนอง เป็นอีกหนึ่งบ้าน ที่น่ารักดี อบอุ่น
 
ทริปนี้ไปกับแม่และพี่สาว โดดงานครึ่งวันไปชมกันทีเดียว
Advertisements
ตลาดสามชุก 100 ปี มาอีกครั้งแล้วครับท่าน แต่ครั้งนี้มากินบรรยากาศช่วงเทศกาลปีใหม่ คนเยอะ รถแอบติด แต่ที่จอดรถเยอะอยู่เลยสบายหน่อย
 
ออกเดินทาง 02/01/09 จากบ้านตัวเอง มุ่งสู่สุพรรณบุรี โดยรถของหลิน ซึ่งสร้างความแปลกใจให้ชาวบ้านอีกแล้ว เดินลงจากรถ 9 คน คนงงเลย บอก โหย……..ตั้งเก้าคน มาได้ไง คำทักนี้ได้มาจากพี่ที่เค้ามารถกะบะ 1 คัน 14 คนนะ อืมมมมม งานนี้เรามีน้องพีคมาร่วมทริปด้วย แต่พอรวบผมกลายเป็นน๊อตโตะซะงั้น สาวเบนนั่นเอง กลับจากอังกฤษแล้วคร้าบ เย้……
 
จุดทุ่งหมายแรกคือ ไหว้หลวงพ่อโตที่วัดป่าเลย์ไลก์ งานนี้ช่วยลดโลกร้อน ไหว้ด้วยใจ ไม่พึ่งอุปกรณ์จ้า เดินชมภาพเขียนรอบโบสถ์ ชมเรือนขุนช้าง ก็บ้านทรงไทย แต่มีของโบราณ ภาพพร้อมประวัติเล็กๆ น้อยๆ ของตัวละครในขุนช้างขุนแผน ในนี้บันทึกไว้ว่า ขุนช้างเคยแต่งงานมาก่อน แล้วเมียตาย ตอนหลังถึงมาพยายามแต่งกับนางพิม (จำได้ว่า ขุนช้างหลงรักนางพิมมาตลอดนี่นา แล้วไปแต่งงานกับคนอื่นตอนไหนอ่ะ) หิวแล้ว เพื่อนๆ เลยไม่แวะชมมังกร แต่ก็ผ่านนะ ตัวใหญ่ดี คนเยอะมากๆ เลย จอดรถกันเต็มเลย คาดว่า ที่ตลาดก็คงจะเยอะเช่นกัน
 
จริงด้วย ที่ตลาดคนเยอะมาก แทบไม่ได้ดูอะไรเท่าไหร่ ของขายกันดีเชียว ของกินของฝากบางร้านถึงกับหมดเลย เงินสะพัดกันสุดๆ เพิ่งรู้ว่าเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. มีการเลี้ยงอาหารทั้งตลาดด้วย คือกินฟรีนั่นเอง สุดๆ เลย แต่ไม่เป็นไร คงจะยิ่งแน่น แน่ๆๆ อาหารวันนี้อร่อยดี กินกันกระหน่ำ แต่ไม่หนักมาก มากัน 9 คน หาโต๊ะยากหน่อย แต่ก็ได้ในที่สุด ข้าวห่อใบบัว ห่อหมก ต้มแซบ ข้าวหมูอบ ยำก๋วยเตี๋ยว ทอดมันธรรมดา กับ ทอดมันห่อไข่เค็ม อร่อยดี แถมถูกสุดๆ รวมแล้ว แค่ 300++ เดินเล่นในตลาดกันต่อ แวะไปถ่ายรูปแบบโบราณให้คุณป้าช่างกล้อง สั่ง เอียงซ้ายนิด ยืดตัวตรง แบบสมัยเด็กๆ ที่ถ่ายรูปติดบัตร แต่งตัวกันด้วย หลากชุดมาก ทั้งชุดไทย ชุดจีน น่าเสียดาย ห้องที่ถ่ายอีกห้องมองไปเห็นชุดดอยสีสันสดใสมากๆ แต่นะ ถึงมีสีไป รูปก็ขาวดำไม่เห็นหรอก แต่แหม ตอนถ่ายรูปเล่นกันเอง มันก็เห็นสีอยู่นะ เสียดายจัง เสียค่าถ่ายรูปไปคนละ 150 บาท จะส่งรูปมาให้ทีหลัง ประมาณ 1 เดือนกว่าๆๆๆๆ ได้บรรยากาศไปอีกแบบ
 
ไปเดินต่อพิพิธภัณฑ์ ผ่านบ้านโค้ก เจอร้านเค้กส้ม ซื้อกลับมากินด้วยกันอีก 1 ปอนด์ หมดที่ลานจอดรถนั่นแหละ เสียดาย ไม่ได้จับเวลากันไว้ ถ้าถ่ายวีดีโอเก็บไว้ก็ไม่ต้องเล่นเอฟเฟคฟอร์เวิร์ดเลย เร็วมาก อร่อยดี อิ่มหนำแล้วก็เดินทางกลับบ้าน มีความสุขกับกิจกรรมและการได้ใช้เวลากับเพื่อนๆ เกือบครบทีมอีกครั้งหนึ่ง
สมาชิกร่วมทริป บรรจุกันไป 9 ชีวิต ตัวเอง หลิน ทิพย์ หญิง เม เบน ตุ๊ก นุช น้ำ ดีใจจังที่ทิพย์กะหลินมาได้ คนขับมือสำรองอย่างเราเลยไม่ต้องทำงาน นอนสบายเลย อิอิ
 
มื้อสุดท้ายมากินกันที่บ้าน กับกับข้าวร้านลุง และไข่เจียวฝีมือพี่สั้น พร้อมของแถม ปลาลวก กับน้ำจิ้มทะเล อิ่มสุดๆ กับข้าวเยอะมาก ส่งตุ๊กกะน้ำลงไปซื้อ อาหารออกมารสจัดทีเดียว อิ่มน้ำเลย
ปีนี้ ได้ไปร่วมฉลองปีใหม่ 2009 ณ ชายหาด หัวหิน หน้าโรงแรมโซฟีเทล 31/012/08-01/01/09

เริ่มแรกเดิมทีคิดว่าจะอยู่บ้าน แต่มีเพื่อนๆ ชาวกรีนเวฟบางส่วนจะไปหัวหิน ไปถล่ม เอ้ย ไปเยี่ยม เจ้าเด็กหัวหินกัน เห็นว่า ว่างๆ ไม่ได้ทำอะไร ก็เลยแจมด้วยซะเลย เป็นทริปที่อิ่มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม และเอมกับบรรยากาศแบบหัวหินทั้งใหม่ๆ และ ดั้งเดิมมากๆ

เป็นหัวหินที่กินนนนน กันกระจาย แปลกไปอีกแบบเพราะไม่ได้นอนบ้านตัวเอง แต่ดีนะ ใกล้ตลาดเดินง่าย ไม่ต้องหาที่จอดรถ แถมมีไกด์กิติมศักดิ์อีก ชอบ ชอบ ชอบ แต่ทะเลแรงมาก น่าเล่น ถึงจะดูอันตรายไปนิด แต่ไม่ได้เล่นจ้า ถึงอย่างงั้น เจ้าถิ่นก็หาทางให้เราเดินลุยทะเลกันจนได้ ต้องฝ่าคลื่นที่กระทบฝั่งอย่างแรง จนเปียกกันไปครึ่งตัว อุปกรณ์สื่อสารยกไว้สูงที่สุด สะใจดีเหมือนกัน แต่สงสารคนอาบน้ำแล้วอ่ะ เลยไม่ได้ใส่ชุดสวยกลับเลย ส่วนไกด์ ชุดเก่งคือ เสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น เป็นยูนิฟอร์มที่ดูดีมั่กๆ หุหุ จากินคุ๊กกี้อีก คุ๊กกี้อร่อย งานเข้าแล้วล่ะ เจ้าเด็กหัวหินงานนี้  

ระหว่างทาง แวะทานข้าวที่ร้าน คุ้นลิ้น ดอนหอยหลอด ปลาดูย่างน้ำปลาหวาน กับ หอยหลอดผัดฉ่า รสชาติใช้ได้ แต่อื่นๆ เฉยๆ ไปสักการะกรมหลวงชุมพรด้วยวิถีแบบ Stop Global Warming คือ ไม่ใช้ธูปหรือเทียน เดินดูอาหารการกินอีกหลากหลายที่ถึงอิ่มแล้วก็ยังอยากกกกกจะ ซื้อมากิน

ที่นี่ เพื่อนร่วมทริปได้หมวกสานทรงคาวบอยไปใส่เล่นกันหลายคน ด้วยราคาที่น่าซื้อมาก แต่เราไม่ได้ซื้ออ่ะ ไม่รู้จะใส่ตอนไหน ไม่ค่อยมีงานแฟนซีนิ มีการติดใจอยากกลับมาซื้ออีก แต่เอาเข้าจริงไม่มีเวลา เพราะกว่าจะออกจากหัวหินก็เย็นแล้ว เกรงว่ามาก็จะไม่เจออะไร ก้อเลยไม่ต้องเสียตังค์ฉลองปีใหม่ไปไงคะ (ช่วยปลอบใจ) มุ่งไปสู่พระราชวังมฤคทายวัน แต่ ปิดครับผม ที่นี่ปิดทุกวันพุธ เลยอดชมวังเลย ตั้งใจมากๆ ว่าจะแวะชมที่ปรับปรุงแล้ว เฮ้อ พลาดอีกแล้ว ครั้งที่แล้วก็ไม่ได้เข้า เพราะใกล้ปิดแล้ว เค้าเลยไม่ให้เค้า ได้แต่วนรอบนอก

ถึงโรงแรมโซฟีเทล บ่าย 3 ได้ ตามตารางเวลาของเจ้าถิ่น นอนเอ้เตสักพัก ก็ไปเดินชมสวนในโรงแรม ทั้งสวนไม้ดัด สวนสมุนไพร ดูขลังดี โดยเฉพาะสวนไม้ดัด ที่มีอายุเก่าแก่ ดัดหลากหลายรูปแบบ ที่โดดเด่นคือรูปช้างขนาดใหญ่ ให้ได้ลอดใต้ท้องช้างเพื่ออธิฐาน ไม้ข่อยดัดรูปยีราฟ รูปกวาง กระรอก ฝูงนกบิน เป็นลานกว้าง ล้อมรอบด้วยตึกแบบหัวหินดั้งเดิม

จากนั้นไปอิ่มอร่อยกับ อาหารทะเลรสเด็ด ร้านน้องเปิ้ล ไปทางเขาตะเกียบแต่แยกไปทางเขาไกรลาศ ตรงไปเรื่อยๆ จะมีร้านอาหารทางขวามือ เลี้ยวซ้ายเข้าซอย จะมีป้ายร้านน้องเปิ้ลป้ายเล็กๆ อยู่ จอดตรงไหนได้จอดเลย ไม่งั้น เข้าไปเสียตังค์ค่าจอดลานด้านใน จากนั้นเดินลงทะเล ร้านอยู่ขวามือ ที่นั่งเป็นโต๊ะปูน บรรยากาศแบบชาวบ้าน ท่ามกลางร้านกึ่งผับแทรกอยู่ คุณอาจเสี่ยงกับรายการอาหารบางอย่างหมด แต่นั่นคือ รสชาติ ที่สำคัญ อาหารอร่อยจริงๆ จ้า

อิ่มแล้ว กลับมานั่งพักที่ห้อง ก่อนออกไปชมสวนโรงแรมโซฟีเทลยามค่ำคืน มีไฟประดับด้วย สวยดี รีบมาชมก่อนเพราะกลัวปิดไฟ จากนั้น ไปเดินเล่นที่งานโคมไฟปรดับตลอดถนน เป็นแนวหนือศรีษะ เกาะกางถนนเป็นสัตว์ในจินตนาการ ข้างทางมีร้านขายของเพียบ เดินผ่านสถานีรถไฟ มู่งไปตลาดโต้รุ่ง ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ไม่โต้รุ่งเท่าไหร่แล้ว อาหารการกินเพียบ กินกันอีก ทั้งกะลอจี๊ น้ำจับเลี้ยง ว่าจะกินผัดไท แต่คนเยอะมาก ร้านไอติมก็เพียบ เลยยอมแพ้ เดินไปกินข้าวต้มแทน อร่อยดี ต้องข้ามถนน เดินตรงมาเรื่อยๆ อยู่ทางซ้ายมือ

อิ่มกันมามาก ไปนอนพักกันต่อพร้อมดู ใจร้าว ตอนอวสาน ที่ในหนังสือ นางเอกต้องตาย แต่ทีวีไม่ให้นางเอกตาย คงกลัวโดนว่าส่งท้ายปี เลยให้รอดแต่ความจำเสื่อมไปซะ ห้าทุ่มครึ่ง ได้ฤกษ์ ก็ลงไปนั่งเล่นริมชายหาดรอเวลา count down คนเยอะมาก ที่โรงแรมมีงานกาล่าด้วย โต๊ะเป็นหมื่น มาพักต้องซื้อโต๊ะด้วย ถ้าไม่ ก็ไม่ต้องพัก โหย ไม่ง้อลูกค้าเลยอ่ะ แต่อาหาร การจัดงานก็หรูจริงๆ แหละ แต่ไม่ดูเวลาเลย ตอนใกล้เที่ยงคืน ไม่มี MC ประกาศบิ้วเลย เล่นจุดพลุน้ำตกเฉยเลย

บรรยากาศในคืนส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม๋ ริมหาด สนุกสนาน วุ่นเล็กๆ พลุมีให้เลือกมองตลอดแนวหาด ทั้งฝั่งซ้ายและขวา สวยมาก ไม่ยิ่งใหญ่ แต่หลากหลาย ใกล้ชิด สวัสดีปีใหม่กันถ้วนทั่ว กับ D Gang ผ่านโทรศัพท์ ก่อนระบบจะล่มไปชั่วขณะ ซึมซับกับบรรยากาศอีกพักใหญ่ ตำรวจมีลงมาเตือนคนจุดพลุใหญ่ด้วย ไม่ให้จุด แต่ฝรั่งเค้าคงงง เพราะมองไปทางไหนก็มีคนจุด ไม่รู้เหมือนกันว่าจบยังไง จากนั้นก็กลับไปพักผ่อน เพื่อนร่วมทริปยังคงอุตสาหะ คุยกับชาวบอร์ด GW กันต่อไป ส่วนเรานอนแล้วหล่ะ

ตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้น แม้จะไม่เห็นแสงแรก เพราะฟ้าปิด แต่ได้นั่งพักสบายๆ ชมวิวสวนที่ Lobby โรงแรมพร้อมดื่มชาและครัวซองแสนอร่อย ก็ Chill มากกกกกกกกกกกก ไปตักบาตรร่วมกับนักท่องเที่ยวและชาวหัวหิน ตั้งโต๊ะเรียงกันเป็นรูปตัวแอล ทั้งพระและชีเดินคิวรับของใส่บาตร มีลูกศิษย์ลูกหาช่วยกันขนของแบบไม่หวาดไม่หวั่น ดูครึกครืนดีจัง คนละบรรยากาศกับยามค่ำคืนเลย ไปหาอาหารเช้าในตลอด ทานโจ๊กหมู ก็อร่อยดีนะ จากนั้นไปเตรียมตัวไปวัดห้วยมงคล รถติดดดดดดดดดดดดดสุดดดดดดดดดดดด ใช้เวลาร่วมชั่วโมงกว่า จากปกติแค่ไม่เกินครึ่งชั่วโมง แต่เราก็พยายามอดทนกันจนถึง ได้โรตีไสไหมรองท้องด้วย ขอบคุณคุณพี่คนขายที่เดินตามมาส่งถึงที่รถ จอดรถทิ้งไว้แล้วเดินนนนนไปสักการะ ได้พระของขวัญปีใหม่กลับมาด้วย ว่าจะไปทานอาหารที่โรงเจ แต่เป็นไก่ เลยเปลี่ยนใจ ไปกินอื่นๆ แทน ก็ร้านแถวนั้นแหละ หิวแล้วนิ จบรายการไปเก็บข้าวเก็บของ ทิ้งเจ้าห้องให้นอนหลับ หน้าตาจ๋อยๆ อยากให้เพื่อนๆ อยู่ต่อ พยายามล่อด้วยคุ๊กกี้(พี่รุ่ง) กุ้งย่าง (ตาล เย้ เรียกชื่อถูกแล้ว) ถ่ายรูป(ใหม่) และอีกหลากหลายเท่าที่เจ้าเด็กหัวหิน อ๊อดจะนึกออก แต่ไม่สำเร็จ เราก็ตั้งหน้าตั้งตากลับมาจนได้ ไม่ได้แวะไหนเลย เพราะกว่าจะออกก็ร่วมบ่ายสามครึ่งแล้ว ตบท้ายมือเย็นในกรุงเทพกับ หมูจุ่ม ส้มตำ หน้า บิ๊กซี ดาวคะนอง จบทริป

ผุ้ร่วมทริป ตาล พี่รู่ง(เพื่อนตาล) ใหม่ พี่หนึ่ง เจ้าอ๊อด(เจ้าของห้อง) ตัวเอง(ขับรถจ้า เลยได้รับการปรนิบัติพัดวีสุดชีวิต)



Categories