Ras's Blog

อียิปต์ ดินแดนแห่งแม่น้ำไนล์

Posted on: November 5, 2008

การเดินทางเยือนอียิปต์ ดินแดนแห่งอารยธรรม ได้รับคำเตือนมากมาย ถึงกลวิธีการหลอก การเอาเปรียบ ที่ทำให้เรา ขยาด และไม่อยากไป แต่เมื่อได้ยินมากเข้า พอไปเข้าจริง ก็เลยไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่ ไม่แย่เท่าที่ได้ยิน ไม่แย่เท่าที่คิด อาจเป็นเพราะไม่ต้องชนกับคนอียิปต์ตรงๆ เดินชิวๆ ให้ไกด์จัดการไปก็ได้ แต่บางคนขนาดไปกับทัวร์หรูหรา ยังกลับมาบ่นอุบเลย นานาจิตตังแฮะงานนี้
 
โดยส่วนตัวเราชอบกับทุกที่ที่ได้ไป ทั้งตัววิหารต่างๆ ที่สร้างจากแรงงานคนล้วนๆ ด้วยมันสมองของผู้คนเมื่อ 5000 กว่าปีก่อน ด้วยเทคโนโลยีที่เรียบง่าย แต่ผลงานอลังการงานสร้าง  ผู้คนพอเริ่มคุ้นเคยก็เริ่มสบายๆ จะขาย จะเชิญชวนยังไงก็พูดไป เราก็ไม่ต้องไปแสดงท่าสนใจ หรือจะคุยเล่นๆ ก็คุย แล้วก็รีบฉีกตัวออกมาก่อน ไม่งั้นคุยยาวมาก คนที่นี่คุยเก่งมาก โปรโมชั่นโทรศัทพ์ถูกมาก เติมเงินแล้วใช้ได้เป็น 10 ๆ ปี ไม่หมดอายุง่ายๆ คุยกันแค่ 2-3 ประโยค ถามชื่อ ถามที่ทำงาน ถามญาติกันแล้ว เคยถามนักเรียนไทยที่นำเที่ยว ว่าคุยอะไรกันยาวเชียว เค้าบอกว่า ธุระจริงๆ แค่ 2-3 ประโยคหลัง ที่เห็นยาวๆ ไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบ
 
ออกเดินทางคืนวันที่ 18 ตุลาคม – 28 ตุลาคม พ.ศ. 2551 จากสนามบินสุวรรณภูมิ กับ TKT trekking thai ค่าใช้จ่าย 62900 บาท รวมทุกอย่างแล้ว (ขนาดทิปค่าเข้าห้องน้ำ บางทียังไถจากไกด์เลย อิอิ) ลูกทริป 11 คน ตัวแทนจากเมืองไทย 1 คน คือ ป้าแก้ว (คนนี้นำไปทิเบต ตอนเราไปเนปาล) และไกด์ชาวไทย ฮากีม นักเรียนไทยปีที่ 7 แล้ว
 
เดินทางวันแรก นั่งเครื่องบินสายการบินอียิปต์ บินตรงยาวถงไคโร 9 ชั่วโมง เพิ่งจะรู้ว่า อียิปต์ อยู่ทวีปแอฟริกา นึกว่าอยู่เอเชียมาตลอดเลย อียิปอยู่ตอนบนของทวีปแอฟริกา อยู่ใกล้ยุโรปมากๆ เข้าใจแล้วว่า โรมัน-กรีก เข้ามาได้ไง ลงมาเจอสนามบินแห่งชาติที่จัดให้สายการบินอียิปต์เพียงอย่างเดียว เลยค่อนข้างเล็ก มีห้องน้ำแค่ 2 ห้องเอง อย่างว่า คนไทย ยังไงก็ต้องวิ่งเข้าห้องน้ำ ตรงเข้าโรงแรม แล้วนั่งรถต่อไปอเล็กซานเดรีย เมืองตากอากาศยอดนิยมของชาวไคโร ที่ทุกหน้าร้อน ทุกคนจะย้ายถิ่นฐานไปอยู่กันหมด กว่า 3 ชั่วโมงที่นี่เราไปเยือน Cata Comb สุสานใต้ดิน ที่ค้นพบด้วยความบังเอิญ เนื่องจากลาเดินตกลงไป แล้วเจ้าของตามหา เลยรู้ว่ามีสุสานใต้ติดอยู่ เป็นสุสานที่ใหญ่มาก แรกเริ่มเป็นสุสานของเศรษฐีที่ทำให้กับสัตว์เลี้ยง แต่ต่อมาก็สำหรับคน สุสานใต้ดินนี้ยังมีการแกะสลักลวดลายด้วยนะ ตัดหินเรียบ สลักเป็นลวดลาย แล้วยังมีรูปปั้นอีกต่างหาก บ่งบอกถึงยุคสมัยที่อเล้กซานเดรียเริ่มเข้ามา เข้ามาแบบแทรกซึม ไม่ทำลายความเชื่อดั้งเดิม แต่เสริมเข้าไป เช่นให้เทพเจ้าอียิปต์แต่งตัวแบบโรมัน บางทีก็มีทั้งเทพอียิปต์และเทพโรมันอยู่ข้างๆ กันไปเลย สุดยอด ที่นี่ห้ามถ่ายรูป ไม่รู้ว่ากลัวอไร แต่บางห้องก็มีภาพวาดด้วย สีแทบไม่เหลือแล้ว ถ้าอยู่ที่นี่ตอนกลางคืน แอบเสียวได้เหมือนกันนะเนี่ย น่าคิดนะ ที่นี่ขุดหลุมเพื่อทำเป็นสุสาน ตุกรีทำเป็นเมืองใต้ดินเพื่อหลบัย ก็กว้างใหญ่เหมือนกัน ส่วนเวียดนามเราทำเพื่อซ่อนตัว พื้นที่แคบมากๆ จะว่าไปก็สมเหตุสมผล ถ้าทำช่องใหญ่ ทหารเมกันก็เข้ามาได้ง่ายๆ นะสิ ชมเสาปอมเปอี เสาสูงที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนภูเขา พร้อมทั้งสฟิงซ์คู่ รับกับท้องฟ้าใส สีน้ำเงินเข้ม จากนั้นก็ไปเดินเล่นริมทะเล ชมป้อมประจำเมืองอเล็กซานเดรีย ไม่ได้เข้าไปในป้อม แต่เดินเล่นอยู่รอบนอก ทะเลที่นี่เป้นทะเลตัด ไม่มีช่วงตื้นให้เล่นเหมือนบ้านเรา ไม่มีหน้าหาดทรายด้วย สงสัยเพราะมีทะเลทรายเยอะแล้ว ธรมชาติเลยไม่ให้หาดทรายทะเล (เกี่ยไหมเนี่ย)
 
พักกินข้าวกลางวัน อาหารมื้อแรกที่ อียิปตื ต้อนรับด้วยอาหารทะเล วุปนมใส่ปู ปลา 2  ตัว ปูอีกตัว พร้อมด้วยเครื่องเคียงที่ต้องเจอทุกมื้อ เช่น โยเกิร์ตสำหรับจ้มขนมปัง ผักดอง มะเขือม่วงพัด… ก้อใช้ได้นะ แต่อิ่มเกิน จากนั้นก็ไปเดินต่อที่หอสมุดอเล็กซานเดรีย แห่งใหม่ ที่เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลมากมาย มี ร้านที่สามารถพิมพ์หนังสือออกมาได้เลยด้วย แต่ไม่สามารถใช้ได้ เพราะยังติดปัญหาเรื่องลิขสิทธิ หอสมุดนี้ตั้งขึ้นจากเงินของนานาชาติ ที่ให้แต่ละชาติเสนอเข้ามาว่าต้องการจะทำห้องสมุดที่ไหน แบบไหน อียิปตืได้รับคัดเลือก ด้วยที่มาของสถานที่ ที่เป็นที่ตั้งของหอสมุดดั้งเดิม หอสมุดที่พระนางคลีโอพัตราสะสม ขอ หนังสือจากนานาชาติมาเก้บไว้ แต่พอไฟไหม้ทุกอย่างก้สูญสลายไป ยิ่งสมัยนั้นเก็บเป็นกระดาษปาปิรุสด้วย เดินทางกลับไคโร นอนหลับสนิท
 
วันที่สอง เยี่ยมชมไฮไลท์ของการเยือนอียิปตื นั่นคือ พิรามิดแห่งกิซา สิ่งก่อสร้าง 1 ใน 7 ที่ยังคงปรากฏให้เห็นในสายตา จริงๆ แล้ว เมื่ออยู่ที่ไคโร คุณสามารถเห็นได้ แต่วันแรกหมอกลงจัดเลยไม่ค่อยเห็น ตัวไคโรเองก็เป็นเมืองฝุ่น มลพิษทางฝุ่นจะค่อนข้างเยอะ พิรามิดอยู่ใกล้มาก เดินทางไปแป้บเดียวก็เห้นแล้ว ยิ่งเข้าไปใกล้ก็ยิ่งเห็นถึงความยิ่งใหญ่อลังการ เดินเข้าไปตัวเรายังสูงไม่เท่าก้อนหินเลย เชื่อเค้าเลย ที่นี่ ชาวท้องถิ่นพยยามจะเข้ามาช่วยบออกมุมถ่ายรูป จะคว้ากล้องเราไปเลย เราไม่ยอม เดินหนี แต่ก็ขโมยมุมมาถ่ายรูปด้วยเหมือนกัน เห็นเพื่อนร่วมทัวร์บางคนยอม สุดท้ายไปทวงค่าทิปจากไกด์เรา เออ ดีนะ พิรามิตที่เด่นๆ มีอยุ่ 3 หลัง คือ ปิรามิดคูฟู ปิรามิดเคเฟรน และปิรมิดมิเซรินุส เป็นของ 3 รุ่น รุ่นปู่ ลูก และหลาน ขนาดตามอายุการครองราชย์ แต่ของลูกจะยังมีส่วนที่สมบูรณ์ตรงช่วงปลายแหลมที่ยังฉาบเรียบให้เห็นอยู่ หลุมของคุณปู่ มีให้ลงไปมุดใต้ปิรามิดเอาบรรยากาสด้วย แต่แพงง่ะ ตั้ง 100 และได้แต่บรรยากาศจริงๆ ด้วย ของทุกอย่างถูกขโมยบ้าง ย้ายไปอยู่พิพิธภัณฑ์บ้าง ตอนแรกฮากีมจะพาไปมุดหลุมข้างๆ แต่คนเยอะ เลยไปเดินชมรอบๆ ดีกว่า ระหว่างปิรามิด มีเรือที่พบใต้ดินด้วย นำขึ้นมาประกอบใหม่ เชื่อว่าถูกฝังให้เป็นยานพาหนะของฟาโรห์นั่นเอง เดินผ่านไม่รู้สึกอะไร แต่พอจะถ่ายรูป แอบขัดใจ มีสิ่งแปลกปลอม แบบก่อสร้างใหม่ๆ เข้ามาด้วย เดินถึงแค่ปิรามิดลูกก็ขึ้นรถต่อไปที่จุดชมวิว ให้ได้กดชัตเตอร์กันเป็นระวิง ไปนั่งอูฐเดินวนลงมายังน้าสฟิงค์สุดหล่อ ที่นอนเฝ้าสุสานมาเป็นเวลานาน บางข้อมูลบอกว่าสฟิงค์ถูกสร้างมาก่อนปิรามิดซะอีก
 
การขี่อูฐชมปิรมิด ได้บรรยากาศมากๆ จังหวะตอนขึ้นลง คือจังหวะที่เสียวตกได้มากที่สุดแล้ว ช่วงนั่ง ไม่มีอะไรก็โยกไปมา เท่านั้น ชิวๆ แต่จับที่จับให้แน่นละกัน เดินเส้นนี้จะได้เห็นปิรามิดเล็กๆ อีก 3 ลูก รวมเป็น 6 ลูก มีหยุดถ่ายรูปด้วย เค้าให้ลงเราก็ลง วิ่งไปถ่ายรูปกะปิรามิด แต่อดได้ภาพเดี่ยวกะอูฐเลย เพราะเค้าให้เดินตามๆ กัน ถ่ายรูปกี่ครั้งก้ติดตัวอื่นๆ คนอื่นๆ อยู่ดี มะเป็นไร เก็บบรรยากาศ ส่วนฮากีมกับฮิวมี่ ขี่อูฐกันอย่างอิสระ บังคับเอง ปาดซ้าย ปาดขวาวิ่งเข้ากล้องคนนู่นคนนี้ใหญ่เลย จุดที่ลงก็ได้เห็นปิรามิดพร้อมกับสฟิงค์ มุมนี้ถ่ายรูปจูบสฟิงคืได้ด้วย ก่อนจะเข้าไปด้านใน ฝ่าฝูงชนเข้าไปเพื่อไปถ่ายรูปใกล้ๆ กับพระเอกจมูกหักตนนี้ ตัวเป็นสิงโต หน้าเป็นคน  อำลามหาปิรามิดแห่งกีซ่าไปทานอาหารกลางวัน ทำเอชให้เห้นกันสดๆ เอช คือแป้ง คล้ายกับนาน แต่ จะป่องกว่า คือมีช่องให้ใส่ผักใส่เนื้อได้ (เพิ่งรู้วันหลังๆแล้ว กินผิดมาตั้งนาน) มีทั้งเนื้อและไก่ให้กิน พร้อมด้วยข้าว เค้าใช้ช้อนส้อมคันใหญ่ตักให้
 
มุ่งไปเมืองเมมฟิส เพื่อชมพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง สฟิงซ์ที่แกะสลักจากหินอลาบาสเตอร์ซึ่งเป็นหินที่ใช้ทำที่บรรจุอวัยวะในการทำมัมมี่ของฟาโรห์ และที่สำคัญคือ รูปปั้นของรามเสสที่ 2 ที่ทำออกมาหน้าตา รูปร่างดูดีมากๆ นอนอยุ่ เนื่องจากเกิดแผ่นดินไหวแล้วล้มลง จากนั้นมุ่งไปสู่ต้นแบบของปิรามิด นั่นคือ ปิรามิดที่ซัคคารา เป็นปิรามิดขั้นบันได ที่ล้อมรอบด้วยกำแพง ซึ่งใช้เป็นที่ประกอบพิธีสำคัญต่างๆ อีกด้วย บริเวณทางเข้ามีวิหารประกอบไปด้วยเสากลม เป็นปล้องๆ ให้ความรู้สึเหมือกำลังผ่านกลุ่มกอต้นปาปิรุส ที่นี่ เราน่าจะได้เห็น รูปปั้นตาเพชรที่ต้องส่องเข้าไปดู แต่ปิดเลยอดเลย เดินกันจนยามไล่ หมดเวลาแล้วจ้า ยามเย็นที่ซัคคารา ดูบรรยากาศเหงาๆ ทะเลทรายสีน้ำตาลอ่อน กับแสงยามเย็นที่ทอดผ่านตัวปิรามิดขั้นบันไดก่อให้เกิดเป้นเงาดำ รถมุ่งกลับสู่ตัวเมือง ปล่อยให้ที่แห่งนี้อยู่โดยสงบ ไร้ผู้คนมารบกวน
 
กลับมาพักผ่อนที่โรงแรมเพื่อเตรียมตัวเดินทางโดยรถไฟมุ่งสุ่เมืองลักซอร์เมืองทางใต้ของอียิปต์ จริงๆ แล้วน่าจะได้ขึ้นตั้งแต่ เที่ยงคืนครึ่ง แต่ปาเข้าไป ตีสองกว่า ๆ ก้ยังรออยู่เลย เจอ รถไฟเลทเข้าไป ตารางเที่ยววันรุ่งขึ้นเลย รวบสุดยอดเลย จากโปรแกรมทั้งวัน เหลือครึ่งวันแบบ ไม่กี่ชั่วโมงด้วย ต้องเก็บให้หมด ที่สวยๆ ทั้งนั้นเลย น่าเสียดาย แต่ก็ใช้เวลาที่มีอยุ่กันอย่าเต็มที่ละ เริ่มจากลุย หุบเขากษัตริยืก่อนเลย วิ่งลงไปได้ 3 หลุม เค้ามีทำจำลองหุบเขากษัตริย์แบบใสด้วย น่าสนใจมากๆ ที่นี่เผลอถ่ายรูป เลยโดนยึดกล้อง ต้องให้ไกด์ไปเคลียร์ ก็จ่ายตังค์ไป เข็ดเลย แต่ภายในสวยมากๆ ความละเอียดและสีสันของการสลักยังคงอยู่ให้เห็นชัดเจน ส่วนหลุมที่สวยๆ เด่นๆ ดังๆ ก้เก็บตังค์ทั้งนั้น บางหลุมที่เคยฟรี ก็ปิด เปิดอีกครั้งก็ต้องจ่ายตังค์ ฉลาดจริงๆ ชาวอียิปต์ เปิดให้เห็นว่าสวย แล้วก็เก็บตังค์ ลุยต่อที่วิหารฮัตเชปซุต วิหารของราชินีมีเครา เห้นเด่นเป็นสง่าอยู่ริมหน้าผา ได้รับการออกแบบโดยเซนมุต คนสนิทของพระนาง ถ้าใครได้อ่านธุวตาราคงจะจำได้ วิหารที่ฟาโรห์ธีปส์บนและธีปส์ล่างบอกว่าจะสร้างร่วมกันไง ไปแวะที่ฮาบู วิหารอีกหนึ่งที่ ขนาดเล็ก แต่ความสมบูรณ์ในเรื่องของสีชัดเจนมาก มีสีน้ำเงิน สีเขียวที่ยังคงเห็นชัด ลายฮีโรกราฟฟิตด้านหลังบนกำแพงที่ชัดเจน เสาที่แกะสลักเรียงรายอยุ่หลังสุด แต่ถูกตัดเตี้ยแค่เลยความสุงเราไปหน่อย ดูเผินๆ เหมือนถ้วยชาขนาดใหญ่เรียงกันเป็นตับเลย จากนั้นก็วิ่งผ่านแมมนอน รูปหินสลัก ก่อนพุ่งไปชมวิหารคานัค วิหารที่ใหญ่ที่สุด สร้างกันมาหลายฟาโรห์ เสริมต่อๆ กันมา มีเสาขนาดใหญ่ขนาด 10 คนโอบ พร้อมลวดลายที่สลักยังคงอยู่ เสาโอบิลตั้งเด่นเป็นสง่า และเสาที่หักโค่นลงมาแล้ว สฟิงซ์หัวแกะ เรียงรายต้องรับอยู่หน้าวิหาร บ่อน้ำขนาดใหญ่ ที่นี่มีการแสง เสียงด้วย ปกติบ้านเราเรียก Light n Sound แต่ที่นี่เรียก Sound n Light มีอะไรที่ต่างไหมเนี่ยะ เดินชมกันจนแสงอาทิตย์เกือบหมด จากคนเยอะๆ จนไม่มีคน แวะต่อที่วหารลักซอร์ ที่มีรูปปั้นรามเสสและราชินีเนเฟอตารีตั้งอยุ่ด้วย เดินตรงเข้าไปเรื่อยๆ จะมีลานโล่ง มีเสาเรียงล้อมรอบ นั่งเล่นมองดูดาวก็สวยดี ตรงเข้าเป็นส่วนของวิหารมีภาพแกะสลักอีกมากมาย มีภาพแกะเสิรมสมัยมหาราชอเล็กซานเดรียด้วย สังเกตได้เพราะมีเทพแปลกๆ เพิ่มขึ้น เช่นเทพที่เน้นอวัยวะเพศชาย ในอิริยาบทต่างๆ บริเวณนั้นจะเห็นว่าถูกสัมผัสเยอะมาก เป็นรอยมันเชียว ยามค่ำคืน เดินสบาย ได้บรรยากาศจริงๆ ยังไปเดินตลาดที่เมืองลักซอร์ด้วย เป็นที่แรก เลยยังเดินเรื่อยๆ ด้วยคิดว่าเป็นเมืองท่องเที่ยว ที่ข่านในไคโรน่าจะถูกกว่า วันนี้ได้นั่งแท็กซี่ เป็นแบบรถตู้ ประตูปิดไม่ได้ด้วย
 
วันรุ่งขึ้น วันที่ 5 ตื่นแต่เช้าเพื่อไปร่วมขบวนรถคอนวอย เพื่อความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว มุ่งสู่วิหารเอ็ดฟู คนเยอะมากๆ มองไปทางไหนก็คน เพราะเดินทางพร้อมๆ กันเที่ยวพร้อมกัน ใครถ่ายรูปมุมกว้างโดยไม่มีคนได้นี่เก่งมากๆ เลย มีภาพแกะสลักขนาดใหญ่ ฉากการต่อสุ้ของเทพฮอรัส กับ เทพเซสผุ้เป็นอา โดยมีไอซิสผู้เป็นแม่คอยให้ความช่วยเหลืออยุ่ด้านหลัง ที่นี่เป็นวิหารเพื่อบูชาเทพฮอรัส มีรูปปั้นเหยี่ยว ทั้งแบบใส่หมวก และไม่ใส่หมวกยืนเป็นพระเอกให้คอยถ่ายรูป ภายในตัววิหารคล้ายจะมีหลังคา เพราะเข้าไปแล้วมืด ไกด์ประจำแต่ละกลุ่มก็ต้อนคนของตนคอยอธิบายเป็นจุดๆ ไป ของเราเดินกันเรื่อยๆ ได้ชี้บ้างเป็นบางจุด ควรจะทำการบ้านในเรื่องข้อมุลให้มากๆ นะจ๊ะ ฮากีม แล้วก็รีบเดินกลับไปที่รถ เพราะเค้าต้องรักษาเวลา ที่นี่มีคิวรถม้าด้วย ไว้คอยให้บริการนั่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะคนที่มาจากเรือ เก่ดี คิวรถม้า เดินทางต่อไปที่คอมออมโบ ที่นี่เราไปถึงเป้นคันแรกๆ ทำให้เดินกันสบายๆ ถ่ายรูปมุมกว้างแบบไม่มีคนได้ด้วย ที่นี่มีเสาขนาดใหญ่ที่โดนตัดไปใช้ในงานก่อสร้างโรงงาน สมัยที่ยังไม่เห็นความสำคัญของโบราณสถาน อาจมีจัดทัวร์ดูเสาที่โรงงานก็ได้นะ อิอิ วิหารนี้สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าโซเบค ที่มีหัวเป็นจระเข้ และ เทพเจ้าฮาโรเอริส เทพเจ้าแห่งการแพทย์ มีรูปสลักการคลอดแบบโบราณ เป็นรูปผู้หญิงนั่งอยุ่ ข้างๆ มีอุปกรณ์การแพทย์ มองเห็นเป็นรูปกรรไกรเลย มีปฏิทินด้วย เค้าว่าอย่างนั้น แต่เราดูไม่รู้ แอบเห้นเป้นเลขไทยด้วยหละ อิอิ มู่งสู่เมืองอัสวาน ไปดู High Dam กินบรรยากาศ ไปลุยต่อที่วิหารฟิเลย์ วิหารกลางน้ำ ที่นี่สวยมาก เป็นวิหารเทวีแห่งความรัก บูชาเทพีไอซิส มีรูปสลักขนาดใหญ่ ลานกว้าง(อีกแล้ว) ที่นี่มีเก้าอี้ทำเลียนแบบของเก่าไว้นั่งชมการแสดงด้วยนะ ไปนั่งเรือเฟลุกกะ ช่วงใกล้เย็น พอเอาบรรยากาศ แต่ไม่ได้ไปไหนไกลหรอกนะ แล้วก็นั่งรถเมล์ประจำทาง ชาวบ้านเค้าคงแตกตื่นน่าดู หน้าตาแปลกๆ ขึ้นไปอย่างนั้น ไปทานข้าวที่ร้านอาหารกลางน้ำ ต้องนั่งเรือข้ามไป ปีนขึ้นไปนั่งบนเพดานเรือด้วย แต่แย่อย่าง อาหารที่นี่ ทานแต่แบบเดิมๆ ทำเป็นน้ำซุปแบบแกงส้ม มีให้เลือกคือ ปลา เนื้อ ไก่ กินครบแล้วหละ
 
วันที่ 6 ตื่นเข้ากว่าเดิมอีก เพื่อไปร่วมขบวนให้ทันรอบ 3.45 น. มุ่งสู่อาบูซิมเบล วิหารของรามเสสที่ 2 และ ราชินีเนเฟอร์ตารีห์ อยู่ในเขตของเขื่อนอัสวาน ซึ่งหากมีการสร้างเขื่อนใหม่ปุ๊ป วิหารเหล่านี้จะจมอยุ่ใต้ทะเลสาบนัสเซอร์ทันที ทางอียิปตืมีงบสำหรับการสร้างเขื่อน แต่ไม่เพียงพอสำหรับการอนุรักษ์โบราณสถานเหล่านี้ จึงขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ ยูเอนเข้ามาให้ความช่วยเหลือ โดยให้แต่ละประเทศช่วยกันเสนอว่า จำทอย่างไรจึงจะสามารถรักษาวิหารเหล่านี้ได้ มาได้ที่วิธีของประเทศสวิสที่ให้ตัดวิหารเดิมออกเป็นส่วนๆ แล้วนำมาประกอบใหม่บนภูเขาจำลอง ใช้เงินในการเคลื่อนย้ายกว่า 40 ล้านเหรียญ สร้างให้แล้ว อียิปต์ก็เก็บเงินค่าเข้า เป็นรายได้เข้ากระเป่าตัวเองไป 555 เชื่อเค้าเลย ความมหัศจรรย์อีกอย่างคือ ที่วิหารรามเสส จะมีรูปปั้นเทพเจ้ารา ตัวแทนเวลาต่างๆ เช้า จรด กลางคืน ซึ่งทุกวันที่ 22 ก.พ. และ 22 ต.ค. แสงจะตกกระทบเทพทั้งสาม เว้นไว้แต่เพลงเทพกลางคืน ทำได้ไง ตอนสร้างก็ว่าสุดยอดแล้ว ตอนย้ายสิ ยิ่งกว่า กลับขึ้นรถก็ได้ทานไก่ย่างรองท้องก่อน มุ่งเข้าสู่ตัวเมืองลักซอร์อีก 3 ชั่วโมง ไปแวะชมเสาโอบิลิสที่ยังสร้างไม่เสร็จ เผยถึงวิธีการสกัดหินออกมาเป็นทรงเหลี่ยม สกัดด้วยหิน ทำเป็นร่องแล้วสอดไม้เข้าไป รดน้ำทุกวันให้น้ำขยายตัวแล้วแยกหินออกจากกัน ไม้แยกหินนะ ขอย้ำ ใครว่างลองพิสุจน์หน่อยสิ การเคลื่อนย้ายจากที่สร้างโดยใช้เชือกสอดข้างใต้ ลากไปที่แม่น้ำ วางไว้บนแพ แล้วรอจนเวลาน้ำ ค่อยพาเสาไปที่วิหาร เดินดุที่นี่ เหมือนเดินขึ้นไปให้แดดเผาเล่น สุกพร้อมกินได้เลย จากนั้นไปพักผ่อนที่โรงแรม แล้วไปเดินตลาดข้างโรงแรมด้วย ที่นี่ชอปป้งกันสนุก บรรยากาศได้ คนไม่เยอะ ต่อของคุยกันรู้เรื่อง พบว่าเป็นที่ที่ซื้อของได้อย่างสบายใจกว่าที่ข่านด้วยซ้ำ เตรียมตัวขึ้นรถไฟกลับสู่ไคโร นอนบนรถไฟอีกหนึ่งคืน บนรถไฟเก้าอี้นอนตัวใหญ่มาก นอนสบาย แต่ว่าห้องน้ำ ค่อนข้างจะสกปรก ประมาณห้องน้ำรถไฟเมืองไทย เข้ากันทีก็ล้างกันที แต่พอรับได้ละนะ
 
วันที่ 7 มื้อเช้าได้อาหารรองท้องเป็นอาหารพื้นเมือง ฟาราเฟล เป็นขนมปัง รูปลักษณ์คล้านแฮมเบอร์เกอร์แต่แป้งดูกอรบกว่า น่าจะผ่านการอบ ใส่ผักต่างๆ อร่อยดี จากนั้นก็ไปชมเมืองไคโร สู่ชุมชนคอปติก ชุมชุมที่นับถือศาสนาคริสต์ แต่ศิลปะเป็นแนวอิสลามมากๆ แต่ก็ยังคงมีโมเสคสีสันสวยงามประดับตกแต่ง ลวดลายต่างๆ ภายในโบสถ์เป็นทรงเรขาคณิตแบบอิสลาม ที่นี่วันหยุดราชการคือวันศุกร์กับวันเสารื วันนี้เป็นวันหยุดพอดีเลยมีคนมาเดินเที่ยวกันเยอะ มากันเป็นครอบครัวเลย ถ่ายรูปเด้กๆ ได้หลายใบทีเดียว ป้อมปราการซาลาเอลตินและสุเหร่ายอดแหลม ที่ซึ่งผู้นำ มูฮัมหมัด อาลี เชิญผู้นำต่างๆ ที่กำลังมีปัญหามาทานเลี้ยง แล้วสังหารหมู่ จากนั้นเหตุการ์ก็สงบสุขและปกครองประเทศต่อมาอีกหลายสิบปี ภายในบริเวณมีสุเหร่าหินอ่านสวยงามชื่ มัสยิดสุลต่าน มูฮัมหมด อาลี มีนาฬิกาที่ฝรั่งเศสมอบให้เป็นของขวัญและกับเสาโอบิสก์อันเก่าแก่ คุ้มกันไหมเนีย ปัจจุบันนาฬิกาก็ใช้ไม่ได้แล้วด้วย เศร้าใจจริงๆ แวะทานอาหารกลางวันเป็นบุฟเฟห์ เจอฝนลงเฉยเลย ลมแรงด้วย จากนั้นไปเดินดูของที่ข่านท่ามกลางบรรยากาศหลังฝนตกที่ค่อนข้างเฉอะแฉะ ที่นี่ฝนตกน้อย ถนนที่สร้างเลยไม่มีทางระบายน้ำ ตกแล้วก็รอให้ระเหิดขึ้นไปเลย ถ้าตกหนักเมื่อไหร่ น้ำก็จะท่วมทันที ถือเป็นประสบการณ์นานครั้งๆ ณ กรุงไคโร การจราจรหฤโหดมาก ไม่ค่อยเป็นระเบียบกันเลย เสียงแตรเป็นเสียงที่ต้องใช้ตลอด อะไรในรถจะเก่า จะพัง จะหลุดแค่ไหนก็ได้ แต่ต้องไม่ใช้แตร สัญญาณจราจรมีไว้เพื่อประดับ ไม่ได้ใช้ ไฟจะแดง จะเขียว จะเหลือง ก็ไม่สำคํญ ยังไงก็จะไป แต่อุบัติเหต์แรงๆ มีน้อยมาก บริษัทประกันไม่สามารถมีได้ รอยเล็กๆ น้อยๆ ไม่ถือสากัน อย่างมาก ล้งเล้งกันพักนึง แล้วก็แยกย้ายกันไป เดินที่ข่าน ของเยอะจริง แต่ราคาที่ตั้งก็สุง แบ่งเป็น สองโซน เรียกโซนไฮโซ กับโซนตลาด ถ้าที่ตลาดก้จะถูกหน่อย อ่านมาเค้าว่ามีชั้น 2 ไม่เห็นมีเลย มันอยู่ตรงไหนหรอ ตกเย็นไปนั่งกินข้าวบนเรือชมการแสดงบนเรือ ชุดที่ดูสนุหน่อยคือการเต้นกระโปรงหมุน ออกแนวสนุกสนาน ใส่มุขเข้าไป พาเพลิน คนแสดงคนนี้เก่ง แล้วก็เต้นระบำพื้นเมือง ก่อนนักแสดง belly dance จออกมา ค่อนข้างผิดหวัง เพราะเน้นไปทางเซ็กซี่ เคยเห็นของจริง ตัวจริงเสียงจริง ที่เต้นเบลลี่แดนซ์แบบเก่งๆ สุดมาแล้ว งานนี้เลย เซ็งจ้า ต่อไปก็โชว์คล้ายรำกระบองบ้านเราก่อนออกมาเต้นกลุ่ม เราโดนดึงไปด้วย จะหนีกลับก็ไม่ได้ โดนยึดไว้แน่นเลย ก็เลยต้องอยุ่จนจบ ตอนสุดท้าย อยู่กลางวงแล้วโดนจับหมุนๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มึนไปหมด แต่เราก็หยุดอยู่นิ่งได้ ยังไงก็ต้องไว้ฟอร์มกันหน่อย อิอิ
 
วันที่ 8 เดินทางเข้าสู่ไฮไลต์อีกที่ของทริปนี้ มุ่งสู่บาฮารียะห์โอเอซิส ด้วยรถ 4 WD หยุดพักทานข้าวกลางวันทีโรงแรมเล้กๆ ทาสีขาวฟ้า สไตล์กรีซ น่ารักมากๆ แวะเที่ยวทะเลทรายขาวเก่า และใหม่ แวะดูแนวสันทรายสีแดงส้ม ดูนุ่มน่าเหยียบมาก แถบทะเลทรายขาว อย่าเข้าใจว่าเป็นทรายสีขาวนะ จริงๆ แล้วจเป็นก้อนหินสีขาวเต็มบริเวณเลย เป็นก้อนหินรูปร่างๆ ต่างๆ ทั้งรูปเห็ด ซึ่งถือเป็นทะเลทรายขาวเก่า รูปตะเกียง และอื่นๆ แล้วแต่จินตนาการ ส่วนแนวทะเลทรายขาวใหม่ ใหม่กว่ามาก คือ ขาวกว่ามากกๆ ตอนแรกดูเผินๆ เหมือนนาเกลือเลยอ่ะ ทีนี่จะมีก้อนเด็ดคือ หินรูปไก่ ช่วงที่ไปถึงเป็นเวลาเย็นมากแล้ว แสงยามเย็นไล้มาติดๆ แปลกไปอีกแบบ ฮากีมจะพามาใหม่รุ่งขึ้นกับแงแดด จัดๆ จากนั้นรถก็มุ่งไปหาที่พักเพื่อตั้งแคมป์กลางทะเลทราย ห้องน้ำธรรมชาติ ซักแห้งกันอีกหนึ่งคืน อาหารเย็นมื้อนี้หรูหราอลังการงานสร้างมากๆ เจ้าหน้าที่เตรียมไก่อย่างไป ส่วนเราก้ทำกะเพราไก่ด้วย กินกันกลางทะเลทราย ณ บริเวณที่พักลวดลายอียิปต์สุดๆ กางกั้นเป็นสามด้าน พิงกับรถ 3 คันที่พาเราตะลุยเข้ามาแบบผมตั้งกันเป็นทิวแถวเพราะหน้าต่างปิดไม่ได้ จริงๆแล้วตอนแรกปิดอยู่ แต่พอเปิดมาปุ๊ปก็ปิดไม่ได้ เลยอดไฮโซนั่งรถแอร์ ต้องนั่งรถพัดลมไปซะงั้น  ตอนแรกนั่งกัน 3-4 คนสบายๆ แต่หน่มฮากีมเหงาปากเลยมาขอเบียดด้วยคน 555 อ้างว่าที่รถมีกลิ่นอะไรไม่รู้ตรงที่นั่งเค้า เอาเหอะ รู้ว่าอยากนั่งกับมามี้ คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด ดาวเต็มฟ้าเห็นชัดมาก สวย สงบ สร้างความประทับใจที่ดีให้กับค่ำคืนกลางทะเลทราย ที่อากาศชักเริ่มเย็นแล้ว ตอนกลางคืนชักหนาว คว้าเสื้อหน้าว คว้าผ้าห่มแทบไม่ทัน มีโอกาศออกไปเข้าห้องน้ำยามค่ำคืน ถูกมนต์สะกดด้วยดาวที่ลอยต่ำ เหมือนมือจะเอื้อมคว้าได้ สวยงามจริงๆ
 
วันที่ 9 รุ่งเช้า อาหารเข้า อาหารเช้า มีขนมปัง สลัดผัก ปลาทูน่ากระป่อง หยิบมาม่ากระป่องมากินด้วย อร่อยและอิ่มดีจริงๆ พระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า แสงสว่างนำล่วงหน้ามาหลายช่วงตัว กว่าจะได้เห็นดวงอาทิตย์ออกมาอวดโฉม จากนั้นเก็บข้าวเก็บของ เก็บเต้นท์ เต๊ะท่าถ่ายรูปกันได้อีกหลาย ก่อนจะมุ่งไปชมทะเลทรายขาวใหม่อีกรอบ ตามด้วยทะเลทรายดำ ซึ่งเป้นลาวาเก่าสีดำปกคลุมอยู่ ถ่ายรูปคู่กับรถสีดำ เท่ห์อย่าบอกใครเลย ลงไปกลิ้งกับทะเลทรายแถบนี้ด้วย นุ่ม ละเอียดมาก จากนั้นก็ไป Crstal Mountain ก็หินบะซอลตืบ้านเรา แวววาวอยุ่ท่ามกลางทะเลทรายสีส้ม มีโพรงหินให้น่าถ่ายรูป ไปดูตาน้ำของโอเอซิสนี้ ที่นี่ใช้ปัมน้ำตัวใหญ่มากดูดดน้ำขึ้นมาใช้กัน ทั้งล้างเท้า ล้างหน้า ทำกันตรงนั้นแหละ คิดดู คนนึงล้างเท้า อีกคนล้างหน้าเนี่ย แวะหมู่บ้านเบดูอิน หรือด่านตรวจ ซื้ออินทผาลัมมากินด้วย อร่อยดี 50 บาทเอง อร่อยและถูก จากนั้นก็มุ่งสู่ตัวเมืองไคโรอีกครั้ง ตอนแรกว่าจะแวะข่านอีกครั้ง แต่รถติดมาเลยต้องเปลี่ยนแผนกลับโรงแรมไปรอข้าวกล่องผัดกระเพราอีกแล้ว จะมาส่งตอน 3 ทุ่ม แต่มาถึงโรงแรมตั้งแต่ ทุ่มกว่าๆ เลย ต้องไปเดินเล่นแถวโรงแรม ฆ่าเวลาด้วยการซื้อของกินท้องถิ่นกินรองท้อง แสนจะอิ่มอร่อย เริ่มด้วยกุลชลี่ ข้าวผัดกับเนยมั้ง มีถั่วโรย เป้นมังสวิรัต ชิมนมใส่ข้าวด้วย ก็อร่อยดี ยืนดีเข้าทำคะบับ หั่นเป็นชิ้นๆ ใส่จานมา คะบับแบที่เราคุ้นเคยที่หันเป็นชิ้นๆ ห่อด้วยแป้งกลับเรียกชเวทม่า อะนะ เรียกไม่เหมือนกัน แต่อิ่มอร่อยก็โอเคแล้ว โรงแรมที่พักคืนนี้ได้เป้นห้องคู่มี ห้องกลางด้วย เลยมานั่งรวมกันกิน เป็นจังหวะที่ดีจริงๆ เป็นอาหารมื้อค่ำที่หลากหลาย น่าทานจริงๆ เก็บผัดกระเพราอาหารกล่องกลับไปก่อนแล้วกันนะ
 
วันที่ 10 วันสุดท้ายที่จะได้อยุ่ไคโร ไปชมพิพิธภัณฑ์ไคโรที่รวบรวมของไว้มากมาย ที่เป็นไฮไลต์ก็คือ สมบัติของฟาโรห์ตุตันคาเมน ที่การค้นพบทำให้โลกถึงกับตะลึง ถูกจัดไว้หลายห้องมาก เป็นการบ่งบอกว่าขนาดฟารโรห์หนุ่มน้อยที่ดูไม่ค่อยมีความสำคัญหรือมีผลงานนัก ยังมีสมบัติมากมายขนาดนี้ แล้ว ฟาโรห์ผุ้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายจะมีมากมายขนาดไหน ที่เด่นสุด คือหน้ากากทองคำที่วาดรุประบายสีหน้าของฟาโรห์หนุ่มไว้อย่างอ่อนโยน ดูดีมาก พระศพยังคงอยู่ที่สุสานแต่สมบัติถูกเคลื่อนย้ายมาที่นี่ทั้งหมด ทั้งตัวโลงศพทองคำ โลงไม้เคลือบทองสลักเป็นลวดลายต่างๆ เตียงทำมัมมี่หัวเป็นรูปสัตว์ต่างๆ โถใส่อวัยวะที่สวยงาม ห้องเด็ดกว่านั้นคือมัมมี่ของฟาโรห์และราชินีต่างๆ อันนี้ต้องเสียตังค์ค่าเข้าเพิ่มนะ อยู่ในห้องเย็น ปรับอุณหภูมิไว้เป้นอย่างดี มีประวัติให้เล็กๆน้อยๆ บางชื่อมีเครื่องหมายคำถามไว้ข้างหลัง บ่งบอกว่าเป็นเพียงการสัณนิษฐาน ก็ดี ถ้าได้ข้อมุลเพิ่มเติมมาเลี่ยนชื่อทีหลัง จะได้ว่าไม่ได้ ช่วงกลางวันกินบุฟเฟห์เจ้าเดิมกันที่เจอฝน ไปเดินข่านต่ออีกแล้ว วันนี้ไม่ได้ซืออะไรที่นี่เลย ไม่สิ ได้ผ้ามาหนึ่งผืม ทานข้าวบนรถ เป็นชเวทม่าขนมปังแบบฮอทดอก อร่อยสุ้เมื่อคืนไม่ได้ แวะช็อปปิ้งที่ซุปเปอร์มาเก้ตได้ขนมลดราคามาด้วย ดีใจจัง เข้าสนามบิน ยัดขนมใส่กระเป๋า นั่งรอเวลาขึ้นเครื่องกลับบ้านแล้วจ้า ถึงบ้านกลางวันวันที่ 28 ต.ค. จากอากาศร้อนแห้งๆ เดินให้ตายเหงื่อไม่ไหง แต่ดำไม่รู้ตัว มาเจอฝนเมืองไทย เล่นเอาปวดหัวกันเลยทีเดียว
 
ผู้ร่วมทริป น่ารักกันทุกคนเลย วัยหลากหลายมาก เราเด็กสุดงานนี้ สูงสุดก้70 กว่า แข็งแรงมั่กๆ ช่างถ่ายรูปกันทุกคน แต่ไม่ค่อยมีท่าเด็ดนัก เด็ดสุดยกให้พี่เป้งค่ะ ชนะเลิศ คุยอยู่ นับ 3 ปุป ท่ามาทันที สนุกดี
 
ค่าทริป 62900 บาท เดินทาง 18-28 ต.ค. 51 ประสานงานอียิปตืโดย ฮากีม สนใจถามข้อมุลได้ dek_wang@hotmail.com
ใช้สกุลเงินเป็นปอนด์อียิปต์ 1 ปอนด์ประมาณ 5 บาทไทย เวลาต่างจากเมืองไทย4 และ 5 ชั่วโมง แ้ล้วแต่ฤดู

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s


Categories

%d bloggers like this: